Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

บทสมาทานกรรมฐานสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกมโนมยิทธิ

ตั้งกระทู้เมื่อ: 2018-04-11 15:44:37, แก้ไข: 2018-04-11 16:00:56

แท็ก: #กระทู้เว็บเดิม #มโนมยิทธิ 

 
Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-11 15:45:12

Me_myself / พี่สาว :

บทความที่นำมาดิฉันได้มาจากกระทู้ในเว็บพลังจิตที่มีท่านเอามาลงไว้นานแล้ว แต่ดิฉันจำชื่อท่านไม่ได้ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขอยกความดีให้ท่านที่บันทึกนี้ค่ะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คำสมาทานพระกรรมฐาน
แบบวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา




คำบูชาพระรัตนตรัย


โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สวากขาโต เยนะ ภะคะวาตา ธัมโมสุปะฎิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆังอิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อภิปูชะยามะ สาธุ โน ภันเต
ภะคะวา สุจิระปะนิพพุโตปิ ปัจฉิมมาชะนะตานุกัมปะมานะสา อิเมสักกาเรทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆรัตตัง หิตายะ สุขายะ
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สวาขาโต ภะคะวะตาธัมโมธัมมัง นะมัสสามิ(กราบ)
สุปฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

คำขอขมาพระรัตนตรัย


สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เมภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต


คำสมาทานพระกรรมฐาน

(หลวงพ่อนำ)หันทะ มะยัง พุทธัสสะภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส
(ว่าพร้อมกัน 3 ครั้ง)นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิมาหัง ภะคะวาอัตตะภาวัง ตุมหากัง ปริจจะฉามิ
ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอมอบกาย ถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุธเจ้าข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาบารมี พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมามีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุงเป็นที่สุดขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะ พระกรรมฐานทั้ง 40 ทัศ พระปิติทั้ง 5 และวิปัสสนาญาณทั้ง 9 ขอพระกรรมฐานทั้ง 40 ทัศ พระปิติทั้ง 5 และวิปัสสนาญาณทั้ง 9 จงมาบังเกิดปรากฏ ในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวาร ของข้าพพระพุทธเจ้า ณกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะเมฆจิตสามารถกำหนดจิต รู้ภาวะการณ์ต่างๆทั้งเหตุ ผล อดีต อนาคต และปัจจุบันได้ทุกขณะจิตทีปรารถนาจะรู้เมื่อรู้แล้วขอให้เห็นภาพนั้นได้ชัดเจนแจ่มใสและพยากรณ์ได้ตามความเป็นจริงทุกๆประการเหตุที่จะพึงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าขอให้ข้าพเจ้าได้รู้เหตุนั้นโดยมิต้องกำหนดจิตแม้แต่ประการใด ณกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
เมื่อ หายใจเข้าภาวนาว่านะ มะหายใจออกภาวนาว่าพะทะ

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-11 15:45:39

Me_myself / พี่สาว :

อานิสงค์ในการฝึก " ฤทธิ์ทางใจ "

1. ดอกไม้ 3 สี / ธูป 3 ดอก / เทียนหนัก 1 บาท 1 เล่ม / ได้อานิสงค์ เบื้องต้น คือ " อามิสบูชา "แก่พระพุทธเจ้า

2. บริจากเงิน 1 สลึง หรือ 1 บาทเป็นค่าบูชาครู ( คือ พระรัตนตรัย ) ได้อานิสงค์ ใน " จาคานุสสติกรรมฐาน "

3. สมาทานพระกรรมฐาน ก่อนทุกครั้ง ได้อานิสงค์ใน " พุทธานุสติ ธรรมมานุสสติ สังฆานุสติ " และ " อิธิษฐานบารมี "

4. เมื่อเริ่มนั่งสมาธิ จิตทรงตัวในดีเบื้องต้น ว่างจากกิเลสชั่วขณะ วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง ได้ชื่อว่า "เป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน " ได้อานิสงค์ หากตายตอนนั้นได้อยู่ที่สวรรค์ก่อน

5. เมื่อกำหนดรู้ลมหายใจ เข้า / ออกได้อานิสงค์ " อานาปานุสติกรรมฐาน "

6. เมื่อบริกรรมภาวนา " นะ มะ / พะทะ"รวมกำลังของกสิณ หากฝึกได้เชี่ยวชาญแล้ว จะทรงอภิญญา 5

นะ ในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุดิน ได้อานิสงค์ของ " กสิณดิน "
มะ ในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุน้ำได้อานิสงค์ ของ " กสิณน้ำ "
พะ ในที่นี้ท่านหมายถึงธาตุลม ได้อานิสงค์ ของ " กสิณลม "
ทะในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุไฟ ได้อานิสงค์ ของ " กสิณไฟ "

7. เมื่อในขณะ บริกรรม ภาวนา ตามลมหายใจ เข้า /ออก ให้กำหนดพุทธนิมิต ให้จิตป็นผู้รู้ จิตเป็นผู้เห็น ได้อานิสงค์
" พุทธานุสสติ " ในบางกรณี ระลำถึงพระอริยสงฆ์ได้อานิสงค์ " สังฆานุสสติ "

8. เมื่อขณะจิตทรงอารมณ์ฌาน ที่ 1 2 3 4 ได้อานิสงค์ ขององค์ฌานต่างตามลำดับ เบื้องต้น จะเกิดความคล่องตัว ในวิปัสสนาญาณและได้อานิสงค์ ในการเกิดในพรหมโลก ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึง 12 ตามแต่กำลังใจในการเข้าฌานได้


9. เมื่อมาตั้งกำลังใจในการพิจารณา ใน "อริยะสัจจะ " ข้อที่ 1 คือ " ทุกข์ " ในเบื้องต้นอันได้แก่

( ๑ ). ความเกิดเป็นทุกข์
( ๒ ). ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์
( ๓ ). ความพลัดพรากของรักของชอบเป็นทุกข์
( ๔).ความแก่ที่ย่างก้าวเข้ามาเป็นทุกข์
( ๕ ). ความตายที่ก้าวเข้ามาเป็นทุกข์

ได้อานิสงค์ ใน " ธรรมมานุสสติกรรมฐาน "เนื่องด้วย " วิปัสสนาญาณ 9 "

10. เมื่อตั้งใจอธิษฐานว่าขึ้นชื่อว่าการเกิดใน พรหมโลก เทวะโลก มนุษยโลก อบายภูมิ4 เราไม่ต้องการที่จะไปเกิดอีก ภายหลังจากตายไปในชาตินี้ เราขอมุ่งตรงอย่างเดียวคือพระนิพพาน ได้อานิสงค์ " ขณิกะนิพพาน " ในขณะนั้นจิตจะว่างจากกิเลสชั่วขณะเข้าสู่กระแสแห่ง อริยะเจ้าเบื้องต้น ( พระโสดาบัน ต้นๆ ) ชั่วขณะ

11. จึงเกิดเป็นทิพย์จักขุญาณหรือเป็นผลของอภิญญานั้นเอง ได้อานิสงค์ ให้ถอด " อทิสมานกาย "ได้เพราะจิตว่างจากกิเลส คือเครื่องเศร้าหมองร้อยใจ

12.เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าที่นำอทิสมานกายไปสู่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ได้อานิสงค์ พุทธานุสติเมื่อได้พบพระอริยะสงฆ์ ที่นำอทิสมานกายไปสู่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ได้อานิสงค์สังฆานุสติ
เมื่อได้พบ เทวดา หรือ พรหมที่นำอทิสมานกายไปสู่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ได้อานิสงค์ เทวตานุสติ

13. เมื่อได้บารมีมาถึงลำดับที่ 12 นี้แล้วความดีเดิม ที่เคยฝึกได้ " อภิญญา 5 " จะรวมตัวกันจนเป็นผลในชาติปัจจุบันเป็นอภิญญา เล็กๆน้อยๆ คือ ทิพยจักขุญาณ และ " ฤทธิ์ทางใจ " นั้นเอง ได้อานิสงค์สามารถที่จะท่องเที่ยว ใน อบายภูมิ 4 , มนุษยโลก , เทวะโลก , พรหมโลก , และเมืองพระนิพพาน ในที่สุด

14.เมื่อได้ " ฤทธิ์ทางใจ " แล้วจะได้อานิสงค์ เป็นความรู้ตามมาอีก 8 อย่าง หรือ ญาณ 8 นั้นเองวึ่งท่านจะได้ศึกษาในเนื้อหาต่อไป

15. เมื่อรู้ความไม่เที่ยงใน ภพทั้ง 4 แล้วและรู้ความเที่ยงในพระนิพพาน "จิตก็จะเบื่อหน่ายในการเกิด ในภบทั้ง 4 และตั้งกำลังใจไว้ที่พระนิพพาน เพียง สถานที่เดียว ด้วยเหตุทั้งหลายเหล่านี้เองขอให้ข้าพระพุทธเจ้า และหมู่คณะจงได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-11 15:45:56

Me_myself / พี่สาว :

2.คู่มือการฝึก " ฤทธิ์ทางใจ "ในเชิงปฏิบัติการ

เป็นการประมวลประสพการณ์ในการปฏิบัติธรรม ฤทธิ์ทางใจในแง่มุมของการปฏิบัติ ธรรม ดังนี้ ในทางธรรม

2.1. การตั้งกำลังใจในขณะฝึก
2.2.การศึกษาวัตถุประสงค์หลัก ในการฝึก " ฤทธิ์ทางใจ "
2.3.ผลจากการฝึก "ฤทธิ์ทางใจ " 8 ประการ
2.3.1.วิธีพิจารณาเพื่อมาเป็น " อาสวคยญาน "
2.3.2.เพื่อใช้ควบคู่กับทางโลก โดยไม่ให้ "เสียหายในทางธรรม "
2.3.3.จึงยังสังขารให้อยู่ดีมีสุขตามแต่อัตภาพ

การตั้งกำลังใจในขณะฝึก ฤทธิ์ทางใจ

2.1. การตั้งกำลังใจในขณะฝึก สำหรับ" ท่านที่ฝึกใหม่ " หรือ "ท่านที่เคยฝึกแล้วแต่ยังไม่ได้ ฤทธิ์ทางใจ ควรที่จะเตรียมกำลังใจ ไว้ก่อนพอสมควรดังนี้
๑.เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นเบื้องต้น
๒.เป็นผู้ให้ทานตามสมควร หรือ ค่าครู
๓. เป็นผู้ที่รักษาศีลดี เป็นปรกติ
๔.มีจิตต์ตั้งมั่นในสมาธิ ตามแต่กำลังใจของตน "ท่านหมายเอาถึงจิตต์เป็นสุข เป็นเกณฑ์ "

หรือทรงฌาน ในระดับต่าง ( ได้แก่ คณิกสมาธิอุปจาระสมาธิ ฌานที่ ๑ / ฌานที่ ๒ / ฌานที่ ๓ / ฌานที่ ๔ ) หรือ ( อรูปฌาน ๑ /อรูปฌาน ๒ / อรูปฌาน ๓ / อรูปฌาน ๔ ) ควรที่จะปฏิบัติสมาธิให้มีความต่อเนื่อง

ในกรณีที่ต้องการฝึก "ฤทธิ์ทางใจ " แบบครึ่งกำลังควรที่จะตั้งกำลังใจดังนี้

๔.๑. กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออกตามความเป็นจริง เช่น จังหวะในการหายใจเข้าสั้นหรือยาวก็มีสติรู้และรักษาระดับจังหวะในการหายใจนั้น
๔.๒.กำหนดรู้ในคำภาวนา ให้ควบคู่กับลมหายใจ คือ เมื่อหายใจเข้า นึกรู้อยู่ในใจว่า " นะมะ " กำหนดรู้ในคำภาวนา ให้ควบคู่กับลมหายใจ คือ เมื่อหายใจออก นึกรู้อยู่ในใจว่า "พะ ทะ "
๔.๓. กำหนดรู้ในภาพนิมิต ของ " พระพุทธเจ้า " หรือ " พระอริยะสงฆ์ " ในอิริยาบทต่างๆ หรือ ตามความพอใจ หรือ จินตนาการความจำ (สัญญา คือ การจำได้หมายรู้ ในนิมิต )
ในกรณีที่จำภาพนิมิต ไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องฝืนอารมณ์จิต หรือบังคับจิตต์ให้มีความรู้สึกว่าเห็น เพราะจะทำให้เกิดความหนักใจ
๔.๔. อิริยาบท ๔ ให้เลือกใช้อิริยาบทอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่งตามความพอใจ ในอิริยาบทนั้นๆ
๔.๕.ระยะเวลาในการปฏิบัติสมาธิ หมายเอาอารมณ์จิตต์ที่เป็นสุขเป็นเกณฑ์ เช่น ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที หรือ ๓๐ นาที เป็นต้น

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-11 15:54:58

Me_myself / พี่สาว :

ลำดับขั้นตอนการฝึก "ฤทธิ์ทางใจ " แบบครึ่งกำลัง มีขั้นตอนดังนี้

1. สมาทานพระกรรมฐาน ก่อน
2..นั่งในท่าที่สบาย ๆ มือวางแบบสบาย ๆ (ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ)
3..ก่อนภาวนาหายใจเข้า และ ออกให้ลึกสุด ๆ 3 ครั้ง
4..ผ่อนคลายลมหายใจให้อยู่ในระดับปกติ แล้วนำสติ-สัมปชัญญะ ไปรับรู้ ลมหายใจเข้าและออก
5..นำสติ-สัมปชัญญะไปรับรู้ " คำภาวนา "เมื่อหายใจเข้าให้ท่องในใจว่า "" นะ มะ "" เวลาหายใจออกว่า " พะ ทะ "" จะท่องเป็นคำออกเสียงก็ได้ นะครับ แต่ว่าอาจทำให้เกิดการสับสนจนในที่สุดกว่าจะเข้าถึง ฌาน ได้ จะเสียเวลามากไปได้นะครับ
6..ระหว่างที่ภาวนา ให้แยก สติ-สัมปชัญญะ ความรู้สึกออกไปส่วนหนึ่งไปทำการระลึกถึง พุทธานุสสติ โดยให้ระลึกถึง พระพุทธรูปองค์ใดก็ได้ที่ท่านชอบที่สุด[O
ระลึกถึง พระพุทธรูปองค์ใดก็ได้ที่ท่านชอบที่สุด (ตรงนี้อาจจะลำบากสักนิด เพราะบางท่านที่ ฌาน ยังไม่ทรงตัวอาจทำให้รูปพระพุทธรูปไม่ชัดเจน ไม่เป็นไรนะครับ ได้แค่ไหนก็แค่นั้นก่อน ไม่ต้องเพ่งจนทำให้ปวดหัวหรือปวดตานะครับ หรือบางท่านอาจจะไม่ได้ชอบองค์ไหนเป็นพิเศษก็จะทำให้ระลึกถึง ยากหน่อย ตรงนี้ขอแนะนำให้ท่านลองใช้ จินตนาการก่อนสักนิดให้พยายามนึกถึงว่าให้เป็น รูปร่างของ พระพุทธรูปก่อนแต่ยังไม่ต้องคิดถึงรายละเอียดขององค์พระท่านนั้นครับ รับรู้แค่นี้ก่อนก็พอแล้วหลัง ๆ ไปความชัดเจนจะมีมากขึ้นไปเองครับ ถ้ารีบเพ่งแล้วจะปวดหัวปวดตาได้ครับเทียบการระลึกถึง พระพุทธรูปได้กับ ปฏิภาคนิมิต ( ในกสิณ )จนเมื่อจิตทรงตัวระดับหนึ่งแล้ว ภาพพระพุทธรูปจะชัดมากขึ้นจัดเป็น อุคนิมิต (ในกสิณ ) และจะเริ่มทรงตัวใน ฌาน ระดับต่าง ๆ เริ่มจาก 1 ถึง 4 ตามลำดับและให้ตัดอารมณ์ฟุ้งซ่านใน ระดับต้น ๆ ออกก่อน

7..ภาวนาใช้เวลาพอสมควร ท่านผู้เป็นต้นตำรับท่านบอกว่า กะแค่พอ จิตเป็นสุขทรงอยู่ใน เอกคตารมณ์ เท่านั้น อาจแค่ 1-10 วินาที สำหรับผู้คล่องตัวในการทรงฌานในระดับต่าง ๆ ( 1,2,3,4) อย่างสูง หรือใช้เวลา 10- 30 นาทีสำหรับผู้ที่ไม่คล่องใน การทรงฌานในระดับต่าง ๆ ( 1,2,3,4) แบบปกติ

8.เมื่อสมาธิทรงตัวให้มีความสุขอยู่ในฌานนั้น ๆได้แล้วในระยะเวลาที่บอกไปในข้อ 7 แล้วให้ลดอารมณ์จิตลงมาที่อุปจารสมาธิเพื่อมาวิเคราะห์วิปัสนาญาณที่ว่า "" ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ความตายเป็นทุกข์ ความพรัดพรากจากของที่รักที่ชอบก็เป็นทุกข์ "" โดยให้พิจารณาด้วยความนอบน้อมในธรรมนั้นจริง ๆ จะมีผลกับความเป็นทิพย์
โดยจะมีอยู่ 3 ระดับคือ
8.1. นอบน้อมในระดับต้น ๆ =ภาพนิมิตในมโนฯขั้นตอนจริงจะเหมือนจิตเราตอบจิตของเราเอง
8.2. นอบน้อมในระดับกลาง ๆ =ภาพนิมิตในมโนฯขั้นตอนจริงจะเหมือนดูภาพสลัว ๆ จากหนังตะลุง
8.3.นอบน้อมในระดับเต็มที่ =ภาพนิมิตในมโนฯขั้นตอนจริงจะเหมือนดูภาพปกติตอนกลางวัน
" เหมือนกลางวันของเรานั้นเปรียบเทียบได้กับแสงหิ่งห้อยนะครับ "

9...จากนั้นนอบน้อมจิตอธิษฐานตัดอวิชชาในขอบเขตที่ว่า "" ขึ้นชื่อว่า พรหมโลก เทวะโลก มนุษย์โลกและอบายภูมิ 4 เราไม่ต้องการอีก เราต้องการอย่างเดียวว่าเมื่อสังขารสลายจากโลกนี้ไปแล้ว ขอตามรอย พระบาทของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เพื่อไปอยู่ที่เมืองนิพพาน ตรงนี้ขอให้ตัดสินใจ อย่าได้ลังเลถ้าลังเลแล้วจะส่งผลให้เกิดเป็นผลให้ ภาพนิมิตในขั้นตอนการฝึกต่อไปจะมีความมัวมากขึ้น ( ถือว่ายังมี สักกายทิฏฐิ อยู่ )

10.. ข้อนี้ขอแนะนำเสริมเทคนิคจากประสพการณ์ของผมว่า ( จากข้อ 9) ให้นอบน้อมใจเหมือนว่าเราได้ พนมมือไหว้พระเสมือนเราท่านได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ในระหว่างนี้อารมณ์จิตจะฟู ( ละจากกิเลสชั่วขณะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกิด ปิติธรรม ) เนื่องจากปีติแห่งธรรมสูงมากจิตจะมีอาการเบาสบาย จิตจะชุ่มชื่นในธรรมมาก แล้วขอให้ระลึกด้วยกำลังใจของเราท่านว่าได้นอบน้อม อทิสมานกายของเรานั้นว่าได้กราบเฉพาะเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นจำนวน 3 ครั้งด้วยกันวาระแรกกราบพระพุทธเจ้า วาระที่สองกราบพระธรรม และ วาระที่สามกราบพระสงฆ์

11. เมื่อนอบน้อมกราบแล้วจิตก็จะมีความชุ่มชื่นเพราะปีติแห่งธรรมก็ยังคงมีอยู่ (อาจจะมากกว่าข้อ 10 ก็ได้นะครับ สำหรับบางท่าน) ให้ค่อย ๆ กำหนดเสมือนว่าอทิสมานกายของเราท่านเงยหน้าขึ้น หากจิตที่ได้ทรงฌานมาดีแล้วได้พอสมควรก็จะมีความรู้สึกคล้ายอย่างกับตาเห็นว่ามี พระพุทธเจ้า (กายเนื้อ , กายพระพุทธรูป หรือ จะเป็นกายพระพุทธรูปแบบปูนปั้น เป็นต้น) หรือพระอริยะเจ้าที่นับถือ หรือ พรหม หรือ เทวดา ที่ท่านนับถือ ปรากฏอยู่ตรงหน้าท่านตรงนี้เรียกได้ว่าเริ่มจะเห็นกระแสแห่ง โคตระภูญาณ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างโลกียะธรรม กับ โลกุตระธรรม เพราะ มีกำลังจิตและวิปัสนาญาณ พอสมควรท่านจึงจะสามารถเห็นองค์พระพุทธเจ้าได้ ( เป็นผลจากข้อ 9 ที่บอกนั่นแหละครับว่าถ้าจิตไม่นอบน้อมตัดอวิชชา ด้วยความจริงใจแล้วผลที่ได้ในขั้นนี้จะมีความมัวมากครับ )ซึ่งขั้นตอนนี้ เรียกที่ว่า """ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต """" หากเป็นในสมัยพุทธกาล ก็จะมีปรากฏบ่อย ๆ ครับดังกรณีพระวักลิของ พระอริยเจ้านามว่า พระวักลิ (อ่านว่า วัก-กะ-ลิ)เพราะเหตุแห่งติดในพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าท่าน ติดในพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้า เลยทำให้ท่านไม่สามารถตัดกิเลสให้เป็นพระอรหันต์ได้ พระพุทธองค์ทรงทราบดีจึงทรงแกล้งทำเป็นตรัสไล่พระวักลิออกไปเสีย ท่านพระวักลิน้อยใจ เลยจะไปโดดหน้าผาตายระหว่างที่จะโดดนั้นจิตของท่านมีความน้อยใจที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไล่เลยเบื่อหน่ายในสภาพของคนตอนนั้นพระพุทธองค์ ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีแล้วเป็นพระพุทธนิมิตไปเฉพาะหน้าพระวักลิเสร็จแล้วทรงแสดงธรรมให้พระวักลิเห็นถึงความไม่เที่ยง ของโลกนี้ซึ่งรวมไปถึงพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าท่านด้วยหลังจากได้ฟังธรรมแล้วพระวักลิก็สำเร็จอรหัตผลในที่หน้าผาแห่งนั้นหละครับ.......... นี่ก็คือตัวอย่างของการที่บอกว่า """ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต """ ในสมัยพุทธกาลครับ

12.. เมื่อเห็นพระตถาคตแล้วในขั้นตอนนี้ควรตัดความฟุ้งซ่าน (อย่างกลาง ๆ เช่นว่าเอ...นี่นิมิตหลอกเราหรือเปล่า เป็นต้น) ออกเสียให้หมดเพราะในขณะที่กำลังใจของท่านในขณะนั้น จะมีคุณธรรมของ ทาน,ศีล,ภาวนาซึ่งส่งผลให้เกิด ปัญญา ได้ครบถ้วน อยู่แล้วบริบูรณ์ท่านย่อมเห็นพระพุทธเจ้าไม่ผิดเพี้ยนเพียงแต่ให้ตัดสัญญาความจำของลักษณะทางกายของพระองค์ท่านออกเสีย ""ให้คิดแบบคนฉลาดน้อย ๆ ว่า "" กายของพระองค์ท่านจะเป็นแบบใดก็ไม่สนใจเราถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน

13.. เมื่อหมดความสงสัยแล้ว ก็กราบพระพุทธองค์ขอให้ได้ทรงโปรดนำอทิสมานกายของเราท่านไปยังพระจุฬามณีย์เจดีย์สถาน ในเขตของสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์
โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 เทคนิคในการแก้ปัญหาที่บางท่านพบเจอคือมักจะบอกกันว่าจิตไม่เคลื่อนออกจากกายเนื้อให้แก้ไขดังนี้

13.1.. ยึดมั่นในกายเนื้อนี้มากไป เลยทำให้สงสัยว่ากายทิพย์จะออกไปได้อย่างไร ( ให้แก้ไขโดยการพิจารณาทบทวนข้อ และข้อ 9 ) อีกครั้งหรือจนกว่าจะหายยึดมั่น

13.2.. ยึดมั่นถือมั่นในโลกธาตุ เกี่ยวกับพระรูปพระโฉมของพระพุทธองค์ว่า ทำไมเป็นแบบนี้ทำไมไม่เป็นแบบนั้น เป็นต้น วิธีแก้ไขคือให้ใช้ " กฎพระไตรลักษณ์ "เข้ามาพิจารณาร่วมว่า ในขอบเขตที่ว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง
และอนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เที่ยงแท้แน่นอนตลอดไปแม้แต่พระรูปพระโฉมของพระพุทธองค์ก็ตาม"

13.3...ให้อธิฐานเพิ่มเติมว่า กุศลใดที่เคยบำเพ็ญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าหากอธิฐานไม่ตรงพระนิพพานข้าพระพุทธเจ้าขอเปลี่ยนอธิฐาน " เพื่อขอพระนิพพาน ในชาตินี้ "

13.4..ให้อธิฐาน ขอขมาลาโทษต่อพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง """ ขั้นตอนนี้จะสังเกตุว่าบางท่าน อาจจะมี
พระพุทธนิมิตไม่ครบสมบูรณ์ทั้งองค์ เช่น อาจจะ เศียรขาดบ้างขาขาดบ้าง แขนขาดบ้าง ทองถูกลอกไป
บ้าง เป็นต้น """ ถ้าเกิดมีการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ต้องอธิฐานขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยนะครับ ( ให้ดูบทขอขมา )

13.5 ให้ใช้พระพุทธนิมิตนั้นแหละมาเป็น กสิณโดยที่เราควรจะขอบารมี ท่านให้ทำภาพนิมิตขึ้นมา (โดยปกติของการฝึก กสิณนั้นเราท่านต้อง กำหนดรู้ภาพนิมิตเองโดยที่ต้องใช้อำนาจจิตของตนเองบังคับองค์กสิณให้ได้ตามใจปรารถนา) เช่นขอพระบารมีของพระองค์ท่านได้โปรดสงเคราะห์โปรดขยายพระวรกายของพระองค์ท่านให้ใหญ่ขึ้น....หรือเล็กลงก็ได้เสร็จแล้วเมื่อท่านสงเคราะห์ตาม ที่เราขอท่านแล้ว เราก็กราบท่านหรือจะขอให้พระองค์ท่านสงเคราะห์ให้พระองค์ ขยับพระวรกายให้ไกลออกไปหรือร่นใกล้เข้ามา.......เมื่อพระองค์ทรงสงเคราะห์เราแล้วเราก็กราบท่านด้วยนะครับจนเมื่อจิตได้ที่แล้วพอใจแล้ว จิตจะมีความคล่องตัวสูงมาก (ต้องอย่าห่วงร่างกายนะครับ) และขอ พระบารมีของพระองค์ท่านให้โปรดนำเราไปยังพระจุฬามณีเจดีย์สถาน เราก็รวบรวมจิตที่คล่องแล้วพุ่งอทิสมานกายตามพระองค์ท่านไปเลยแต่เราท่านไม่ควรไปตามลำพังควรจะเกาะชายจีวรของพระองค์ท่าน หรือเกาะแท่นที่ประทับของท่านไปก็ได้ ระหว่างนี้ถ้ามีความฟุ้งซ่านต้องรีบตัดออกไปทันทีหน้า ๑๒

14.. ในกรณีที่อทิสมานกายเหาะไปได้ช้ามากเกินไปให้อธิฐานด้วยความนอบน้อมแด่พระพุทธนิมิตว่า พระพุทธเจ้าขอเพิ่มความเร็วเป็น 1 เท่า 2 เท่า ไปจนถึง 10 เท่าตามแต่ใจของแต่ละท่านต้องการ พออธิฐานเสร็จให้ภาวนา นะมะพะทะ จนกว่าจะถึง

15.. เมื่อถึงพระจุฬามณีแล้วอารมณ์จิตจะรู้สึกว่าหยุด

15.1 บางท่านจะเห็นพระจุฬามณีแจม่ชัด หรือ อาจเห็น พรหม หรือ เทวดา หรือ วิมานของเทวดา ได้ทันที

15.2 หากขึ้นถึงพระจุฬามณีแล้วเกิดความมืดเข้ามาแทนที่ ก็ต้องพิจารณาตาม ข้อ และ( 9) ใหม่อีกครั้ง
ทันที สภาวะธรรมของท่านที่จะเห็นก็จะสว่างขึ้นและสามารถรู้เรื่องต่าง ๆ ของสวรรค์ได้ และควรขอพระบารมีเพื่อลองรับสัมผัสว่า อารมณ์จิตของการที่เป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์นั้นมีความสุขเช่นใด และลองเทียบกับความสุขของมนุษย์ดู

16..จากนั้นให้พิจารณาข้อ และ 9) อีกครั้งจึงตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปพระนิพพาน คราวนี้ท่านทั้ง หลายก็จะได้รู้กันเสียทีว่าพระนิพพานนั้นสูญหรือไม่สูญ ตามที่พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่เคยตรัสว่า นิพพานสูญจะสูญไปก็แต่กิเลสเท่านั้น เสร็จแล้วขอพระบารมีเพื่อไปชมวิมานของเราที่พระนิพพานหรือจะขอพระบารมีเพื่อไปที่ไหนก็ได้ตามใจเรา...........

17.. เมื่อฝึกได้แล้วควรรักษาอารมณ์ไว้ให้ดีเพื่อจะได้นำไปตัดกิเลสตามลำดับต่อไป และก็เตรียมเรียน ท่องเที่ยวในไตรภูมิ และ ญาณ 8 ต่อได้เลยนะครับ
จบขั้นตอนเบื้องต้นการฝึก "ฤทธิ์ทางใจ " แบบครึ่งกำลัง

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-11 15:56:48

Me_myself / พี่สาว :

ขั้นตอนเบื้องต้นการฝึกฤทธิ์ทางใจเต็มกำลัง

ลำดับขั้นตอน

1..นำผ้าแดง หรือกระดาษแข็งตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม กะขนาดให้สามารถนำมาผู้ปิดหน้าได้
2..เขียนคาถาบนหน้ากากว่า " นะ โม พุท ธา ยะ "หรือจะเป็นภาษาขอมก็ได้ถ้าเขียนเป็น
3..สมาทานพระกรรมฐาน
4..เสร็จแล้วให้ตั้งกำลังใจว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงถ้าจะต้องตายเพราะการฝึกนี้ก็ขอยอมตายเป็นอะไรให้รู้ไปตายเพื่อความดีแบบนี้เรายอมตายได้
5..ให้ผ้าแดงปิดตา เขียน ยันต์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์
6..ใช้คาถากำกับในการท่องภาวนาว่า """ นะ โม พุท ธา ยะ "" หรือ "สัมมาอรหันต์ " หรือ " สัมปจิตฉามิ " หรือ" " นะมะพะทะ " หรือ " โสตัตตะภิญญา "อย่างใดอย่างหนึ่ง
ท่องคาถาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในขณะที่ว่าคาถานั้นก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจด้วยเช่นกัน (ไม่ต้องท่องออกมาก็ได้เหมือนกับที่อธิบายไปแล้วในการฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลังเมื่อจิตทรงตัวในเขต ของ อุปจารสมาธิ จะมีอาการของปิติ 5 อย่างเกิดขึ้นเหมือนพระกรรมฐานกองอื่นๆ ได้แก่๑) ขนลุกชูชัน ๒) ตัวไหวโยกโครง ๓)น้ำตาไหลริน ๔) เหมือนกายขยายไปรอบข้าง ๕)เหมือนกายขยายสูงขึ้น "หากมีอาการเช่นนี้เกิดขึ้น ผู้ฝึกไม่ต้องตกใจหรือกังวลใดๆเพราะเมื่อชินแล้วจะหายไปเอง

7..พอภาวนาไประยะหนึ่งจิตจะเริ่มทรงตัวขึ้นเรื่อย ๆ ลมหายใจจะค่อย ๆละเอียดขึ้นและแผ่วเบาลง ซึ่งจะมีลักษณะไม่สอดคล้องกับคำภาวนา ก็ไม่ต้องสนใจภาวนาไปอย่างเดียว
โดยที่คำภาวนาในตอนนี้จะมีลักษณะที่ถี่ขึ้นและอาจมีอาการปีติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมากขึ้น หรือ คำภาวนาอาจหายไปเลยก็ได้อยู่ใน ฌานที่ 3

8..พอถึงลำดับ ฌาน ที่ 4 ทรงตัวพอสมควรกำลังฌาน ก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น จาก อุปจารสมาธิแล้วเพิ่มขึ้นไปเป็น ฌาน 1-]2-]3-]4 หรือ จาก ฌาน 4-]3-]2-]1-] อุปจารสมาธิ
จะเป็นแบบนี้สลับไปมาโดยอัตโนมัติซึ่งช่วงนี้เองสภาวะความเป็นทิพย์จะเกิดขึ้น ทำให้ท่านจะเห็นเป็น อาโลกสิณ เช่นช่องแสง, แสงพุ่งเข้ามาหา, ประตู ,โพรงถ้ำ , พระพุทธเจ้าเสด็จมารับบ้าง ,หรืออาจเป็นพระอริยเจ้ามารับบ้าง เป็นต้น

9.. เมื่อเห็นแล้วให้รวบรวมกำลังใจน้อมนำจิตพุ่งตามแสง ( พุทธรังสี หรือท่านอื่น ๆ ) ที่มารับนั้นไปบางครั้งจะเหมือนมีพลังมหาศาลมาดูด กายในของเราออกไปถ้ามีลักษณะดูดเช่นนี้ก็ให้พุ่งกำลังใจออกตามไปเลยเช่นกัน

10..เมื่ออทิสมานกายหลุดออกไปจากกายเนื้อจริงๆ (ผลของการที่จะหลุดได้ต้องเข้าถึง ฌาน 4 แต่สภาวะที่เหมาะสมที่จะให้กายทิพย์ออกไปได้คือ อุปจารสมาธิ )ร่างกายของคุณตอนนี้อาจจะทรงตัวไม่อยู่ อาจจะต้องนอนราบไปเลยก็ได้ในช่วงนี้จะมีความรู้สึกทางกายเพียง 2-10%เท่านั้นที่คอยจะควบคุมร่างกายไว้หรืออทิสมานกายหลุดออก ๘๐%ขึ้นไป

11..ขอใหัสังเกตุว่าการฝึกเต็มกำลังในเบื้องต้น พระ หรือ เทวดา หรือ พรหม จะพาท่านไปเที่ยวโดยที่ท่านที่พาเราไปนั้นท่านอาจพาไปได้ 2 ที่คือ

11.1.ถ้าเป็นสุคติภูมิ แสงหรือลำแสงที่ส่องเข้ามาหาผู้ฝึกนั้นจะส่องตั้งแต่ระดับสายตาขึ้นไป
11.2.ถ้าในโลกมนุษย์ แสงหรือลำแสง ที่ส่องเข้ามาหาผู้ฝึกจะส่องตั้งแต่ระดับสายตา
11.3.ถ้าเป็นทุคติภูมิ แสงหรือลำแสงที่ส่องเข้ามาหาผู้ฝึกนั้นจะส่องตั้งแต่ระดับสายตาลงมา[O

12.. เมื่อฝึกจนคล่องแล้ว ญาณ 8 ก็จะตามมาเอง
13.. นำกำลัง ฌาน ต่าง ๆ ที่ฝึกได้แล้ว มาตัดกิเลส ( สังโยชน์) อีกที
14.. และอธิฐานให้จิตมีความรักในพระนิพพาน

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-11 15:57:06

Me_myself / พี่สาว :

มีข้อสังเกต 2 ประการณ์

1. ขณะที่กำลังถอดอทิสมานกายแบบเต็มกำลังนั้นทีสุดของการไปเราจะไม่มีความสามารถ ที่จะมีสติควบคุมสังขารเราไว้ได้เล็กน้อย( ส่วนใหญ่ของผู้ฝึกได้ใหม่ๆ ) มักต้องล้มลงนอน ครึ่งหลับครึ่งตื่นครับถ้ามีความชำนานแล้วจะอยู่ได้ทั้ง 4 อิริยาบทครับ ในระยะต้นๆที่คุณเป็นอยู่ควรหลับตาครับ ถ้าลืมตาจะไปได้เพียง มโนฯครึ่งกำลังครับ

2. การพุ่งออกของอทิสมานกายแบบเต็มกำลังในระยะต้นๆ จะไปตามที่พระท่านให้ไป เมื่อชำนานแล้วกำหนดจิตไปได้ทุกที่อารมณ์กลัวตาย ครับ ให้ลองคิดดูว่าชีวิตนี้เกิดหนเดียวตายหนเดียวแต่เราตายในชาตินี้หรือเดี๋ยวนี้ เราจะยอมตายเพื่อพระนิพพานจะไม่ยอมตายเพราะทำชั่วเด็จขาด เพียงนี้ไม่ช้าก็ไปได้ครับ

3. การพุ่งออกไปในระยะต้นๆไม่แน่ครับว่าจะได้พบหลวงพ่อก่อน รวมความว่าพบท่านผู้ใดก็ขอบารมีท่านก็แล้วกันครับเรื่องคาถากำกับ แล้วแต่ความคุ้นเคยมาแต่ปางก่อน ของแต่ละบุคคลครับในวาระจิตที่กำลังเข้าฌาน ในลำดับต่างๆ ในการฝึก " ฤิทธิ์ทางใจ แบบเต็มกำลัง "นั้นมักมีนิวรณ์ 5 + อุปกิเลส เข้ามากินใจแทรกระหว่างการประคับประคองกำลังใจให้ทรงฌาน

1 2