Me, myself
มโนมยิทธิเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน

กระแสกรรม กับกาลเวลา....เรื่องเล่าจากลุงโ่ด่ง

ตั้งกระทู้เมื่อ: 2018-04-11 20:46:36, แก้ไข: 2018-04-11 20:49:29

แท็ก: #เรื่องเล่า สนทนาธรรมในกลุ่ม #กระทู้เว็บเก่า 

 
Me, myself
มโนมยิทธิเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน

โพสเมื่อ: 2018-04-11 20:49:29

?เรื่องของกรรม?
ขึ้นชื่อว่าบุญนั้นทุกๆ ท่านรู้จัก และอยากบุญมีกันเยอะๆ จริงไหม......? บุญก็คือความสบายในใจ เมื่อเราได้กระทำในบางสิ่งบางอย่างที่บังเกิดผลดี มีประโยชน์แก่ตนเอง และผู้อื่น นั่นแหละคือบุญ ใจที่บังเกิดบุญ จะส่งผลออกธาตุ ดังเช่นเราจะเห็นหน้าตาของคนที่ทำบุญมากๆ มักจะมีสง่าราศี แตกต่างจากคนทั่วไป นั้นเป็นเพราะ บุญจากภายในจิตใจ แผ่ออกมายังภายนอกร่างกาย การทำบุญจึงนับเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์มาก บุญ เป็นส่วนหนึ่งของ กรรม กรรมจำแนกออกได้เป็นสอง คือ กรรมดี และกรรมชั่ว(กรรมไม่ดี) จะถูกบันทึกโดย จิต แต่ละคนมี ๑ ดวงจิต ดวงจิตดวงนี้ เดินทางข้ามภพชาติมาแล้วมากมายเหลือคณานับได้ ดวงจิตดวงนี้ จะทำหน้าที่บันทึกทั้งกรรมดีและกรรมชั่วที่เราทำไว้อยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนสภาวะจิต (หรือเรียกอีกอยากว่าการเคลื่อนภพ เปลี่ยนจากภพหนึ่งไปยังอีกภพหนึ่ง เช่นเมื่อตายจากมนุษย์ภูมิ กรรมดีจะส่งผลให้ไปเป็นเทวดาอยู่ เทวโลก สวรรค์ชั้นต่างๆ ในการเคลื่อนภพดวงจิตจะจุติตามวาระจิตสุดท้ายเสมอ นับเป็นกฎแห่งการเสวยผลกรรมที่ได้เคยทำไว้ ทั้งกรรมดี และกรรมชั่วนั้นเอง)

?มีกฎ ย้อมมีการแหกกฎ เสมอ?
ถามว่า เราจะสามารถแหกกฎของกรรมในการเลือกแดนเกิดได้หรือไม่...? ตอบว่า ได้ซิ เราสามารถจะเลือกแดนเกิดได้สำหรับคนพิเศษเท่านั้นนะ มีคนอยากจะรู้วิธีพิเศษนั้นบ้างไหม....ท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมมั่นใจว่าทุกท่านต่างก็อยากรู้วิธีพิเศษนั้น ?วิธีนั้นทำได้ไม่ยาก แต่ก็ทำไม่ได้ง่ายเหมือนกัน? นั้นคือเราต้องหมั่นฝึกเตรียมตัวตายก่อนตายกันไว้ หมั่นสวดมนต์ ภาวนา ฝึกจิตทำสมาธิ ฝึก เข้า-ออก สมาธิให้คล่อง การฝึกสมาธินับเป็นพื้นฐานของการแหกกฎเพื่อเลือกแดนเกิด เมื่อทำสมาธิจนคล่องแล้ว ต้องฝึกให้ใจเป็นบุญอยู่ตลอดเวลา การทรงอารมณ์ให้เป็นบุญนั้นมีหลายวิธี เช่น วิธีภาวนาบทพุทธคุณบทใดบทหนึ่งในใจ ไปเรื่อยๆ (ใช้คำภาวนา พุทโธ ,นะ มะ พะ ธะ หรือบทไตรสรณะคมน์ก็ได้ ...ฯลฯ) ภาวนาในช่วงเวลาระหว่างวัน หรือภาวนาให้ได้ตลอดทั้งวันในขณะที่ทำ ทุกลมหายใจเข้าออกจะเป็นบุญจะเป็นแสงสว่าง กายทิพย์จะสว่าง จิตจะบันทึกบุญไว้ตลอด

หรือจะใช้วิธีดูลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าจิตรู้ หายใจออกจิตรู้ จิตตามดูลมหายใจไปตลอดทั้งวัน วิธีนี้ก็สามารถทำได้ จะบังเกิดแสงสว่างแห่งบุญตลอดทั้งวันเฉกเช่นเดียวกันกับวิธีใช้คำภาวนา และยังมีวิธีอื่นๆ อีกที่จะทำให้บังเกิดบุญตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ควรเลือกปฏิบัติตามจริตชอบของแต่ละคน สรุปหลักการนี้คือ การหาที่เกี่ยวยึดให้จิตเรา หากแต่สิ่งที่จะให้จิตเกี่ยวยึดนั้น จะต้องเป็นสิ่งดีงาม จึงจะบังเกิดกุศลกรรมขึ้น(เกิดแสงสว่างแห่งบุญ) ในทางกลับกัน หากจิตไปเกาะเกี่ยวกับอกุศลกรรม จิตนั้นก็จะบันทึกสิ่งที่ไม่ดี (เกิดความมืดมลเศร้าหมองขึ้นในดวงจิต) วิธีที่ทำที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทำได้ไม่ยาก แต่ก็ทำไม่ได้ง่ายนั้น เป็นเช่นนี้แล

เมื่อจิตเราฝึกไว้ดีแล้ว เราก็จะสามารถเลือกแดนเกิดได้ แทนที่จะไปตามบุพกรรม ผู้ฝึกเตรียมตัวตายก่อนตาย จะไปยังสุขติภูมิหรือเกิดมา
เป็นมนุษย์ใหม่อีกรอบได้ (กรณีขอเกิดในมนุษย์ภูมินั้น มักจะปรากฏกับผู้ที่ปรารถนาเป็นพระโพธิญาณ ท่านจะอธิษฐานเกิดในมนุษย์ภูมิ เพื่อสร้างบารมีสืบต่อเสมอ)วาระจิตก่อนตายของมนุษย์นั้นอ่อนแอมาก จิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝนทำสมาธิมาก่อน จะถูกเจ้ากรรมนายเวร หรือบุพกรรมต่างๆ ที่เคยกระทำมาในอดีตเข้าแทรกแซงดวงจิตในขั้นตอนก่อนการเคลื่อนภพ ก่อให้เกิดการปฏิสนธิ ยังภูมิต่างๆ ตามผลของกรรมนั้นๆ (ขั้นตอนนี้สำคัญมาก จิตจะไปภพใด ภูมิใด ก็อยู่ที่วาระจิตก่อนตายนี่เอง) จิตของผู้ที่ฝึกดีแล้ว จะเข้าสู่สมาธิ ลมหายใจเข้าออกจะเป็นบุญ เป็นแสงสว่าง หนุนนำให้ไปบังเกิดในภพภูมิที่ดี ไปยังสุขติภูมิ ? กล่าวได้ว่าเป็นการแหกกฎของกรรมในการเลือกแดนเกิดอย่างแท้จริง?

ท่านใดอยากเลือกแดนเกิดได้ ก็ให้พากันฝึกปฏิบัติ สวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ กันนะ อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เลย ชีวิตในโลกมนุษย์นี้น้อยนักสำหรับผู้ที่สร้างบารมีนั้นชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์ ท่านสร้างบุญบารมีได้ไม่มากเท่าไหร่เลย แต่ท่านก็เพียรสร้างอยู่เสมอ เกิดมาสร้าง สร้างไม่เสร็จ ตามไปก็เกิดมาเพื่อสร้างต่อนี่คือวิถีของพระโพธิญาณ

สำหรับคนธรรมดา ยังไม่รู้ปรารถนาของตนเอง เราเกิดมาชาตินี้แล้ว อย่ามัวแต่เสวยบุญเก่าเลย บุญเก่านั้น ใช้ไปก็มีหมด หากไม่ได้สร้างบุญใหม่ขึ้นเพิ่มเติม ชีวิตนี้จะเป็นต้นสบาย ปลายลำบาก แน่แท้จริงเชียว ยิ่งคิดยิ่งเสียโอกาสมากนะ เราเกิดมาทำไม...? เราเกิดมาแล้วจะสร้างประโยชน์อะไรได้...? ให้พากันคิดพิจารณากันให้ดี ลองคิดกันเล่นๆ ว่า หากโลกนี้ มีแต่คนที่เกิดมาสร้างประโยชน์ สร้างบุญกุศล โลกนี้จะปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จะไร้ซึ่งสงคราม แสงสว่างแห่งบุญจะมีอยู่ทุกที่ พลังงานจะปรับจากภายใน สู่ภายนอก โลกก็จะบังเกิดแต่สิ่งดีงาม?แดนพระศรีอารย์ จักอยู่ไม่ไกล อยู่ที่นี่ ตรงนี้แล?

?คนโบราณกล่าวไว้?
คนที่มี บุญเยอะ จะมีชีวิตอยู่ด้วยความสบายทั้งกายและใจ เชื่อว่านั้นเป็นเพราะผลบุญส่งเสริม ส่งผลให้ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทางที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม คนเฒ่าคนแก่ จึงได้พร่ำสอนลูกสอนหลาน ให้พาสร้างบุญกุศลกันไว้ให้มาก ให้ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว เพราะความชั่วจะเป็นอกุศลกรรม ซึ่งเป็นกรรมตัดรอน ทำให้บังเกิดสิ่งไม่ดีขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งตรงกับหลักธรรมที่ว่า ?ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว? ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามบุพกรรมที่สร้างไว้ คือกรรมดี และกรรมชั่วนั่นเอง ที่คนโบราณสอนไว้ คือ การสร้างบุญ เพื่อเป็นเสบียงเก็บไว้ใช้สำหรับภพชาติหน้า สำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา เมื่อแก่เฒ่าชราภาพลง ก็จะหันหน้าเข้าวัดศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกในบั่นปลาย
ของชีวิต นับเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม ที่สืบต่อกันมาของคนไทยควรที่จะรักษาไว้ให้จงดี

คนที่มี บุญน้อย ต้องดิ้นรนทำมาหากินด้วยความยากลำบาก อยู่ด้วยความแร้งแค้นขัดสน จะทำอะไรก็จะพานพบกับอุปสรรคเสมอไป นี่คือความแตกต่าง ของคน ที่มีชีวิตแปรผันไปตามกรรม แสงสว่าง กับความมืด , กรรมดี กรรมชั่ว จะไม่อยู่ปะปน รวมกัน จะแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่จิตบันทึกบุญ จิตจะไม่บันทึกบาป เฉกเช่นเดียวกัน ขณะที่จิตบันทึกบาป จิตก็จะไม่บันทึกบุญ ผู้เขียนมักกล่าวย้ำเสมอว่า
คนเราเกิดมาสมบูรณ์พร้อมทั้งรูปนาม มีองค์ประกอบพร้อมสำหรับการสร้างและบันทึกกรรม เราทำได้ เพราะเรามีครบ มีร่างกายธาตุขันธ์สำหรับฟอกบุญ มีดวงจิตสำหรับน้อมนำพลังงานบุญ เราสร้างบุญให้เกิดขึ้นในดวงจิตได้ และเรายังจะสามารถเผื่อแผ่บุญไปให้ผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน

ขณะที่จิตเราเกาะอยู่ในบุญนั้น นับเป็นการเบนกระแสกรรมไปในตัวด้วย กล่าวคือ เมื่อถึงเวลาครบรอบวาระกรรมที่จะต้องเสวยแก่เรา แต่ถ้าหากในขณะนั้นจิตเราเกาะเกี่ยวอยู่ในบุญ บังเกิดเป็นแสงสว่างแห่งบุญทุกลมหายใจเข้าออก บุพกรรมนั้นๆ ก็จะไม่สามารถเข้ามาเสวยแก่
เราได้ เป็นการเบนกระแสออกจากกรรมก่อน เว้นช่วงไว้ก่อนเหมือนขอผ่อนผัน แต่ขึ้นชื่อว่ากรรมต้องชดใช้นะ ใครจะใหญ่เกินกรรม (หรือหากเรารู้จักวิธีการน้อมนำกำลังบุญของพระโพธิสัตว์รวมฯแผ่ไปให้เจ้ากรรมนายเวร ก็จะเป็นการดี เพราะเมื่อเจ้ากรรมนายเวรได้รับกระแสแห่งบุญที่เราแผ่ไปให้ และยอมอโหสิกรรมลุโทษให้เราแล้ว ก็นับว่าชดใช้กันหมดสิ้น มิต้องเสวยกรรมอีกต่อไป...แต่หากเจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมละโทษให้แล้ว ก็คงต้องยอมชดใช้กันไปละ รายละเอียดนี้เคยเขียนลงโลกทิพย์ในฉบับเก่าก่อนแล้ว) การทำประโยชน์ให้เกิดกับตนเองนั้นเป็นเรื่องปกติ ของคนเรา ทุกคนต้องห่วงตัวเองก่อนเสมอ แต่การกระทำประโยชน์ให้บังเกิดกับผู้อื่นนั้นกระทำได้ยากยิ่งกว่า ผู้ที่ทำได้นับเป็นยอดคน ถือเป็นผู้มีประโยชน์ เกิดมามิเสียเปล่า ...ที่พูดให้ฟังบ่อยๆ มิใช้อะไรหรอก เพราะผู้เขียนเห็นเป็นเรื่องสำคัญ หากมีคนเห็นประโยชน์ส่วนตนเ
ป็นเรื่องรอง โดยเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักแล้วละก็ สังคมเรา ประเทศเรา โลกของเราจะดีพร้อมอย่างยิ่ง เมื่อนั้นโลกในฝันโลกในอุดม
คติ จะบังเกิดขึ้นจริง เรานับเป็นต้นกระแส เป็นผู้ปลูกฝังในเยาวชน เด็กๆ ลูกหลานของเราในปัจจุบัน ในกาลข้างหน้า หากเรายังคงเวียนไหว้ตายเกิดในสามแดนโลกธาตุอยู่แล้วละก็ ต้องได้มาเกิดในโลกมนุษย์อีกคราอย่างแน่นอน กล่าวได้ว่าอดีตเป็นเหตุแห่งปัจจุบัน และปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต หากเราทำสังคมในยุคปัจจุบันให้ดี อนาคตข้างหน้าก็จะดีตามไปด้วย จึงนับเป็นการเตรียมโลกที่ดีพร้อมไว้ให้ตนเองและผู้เกิดร่วมชาติกับเราในยุคหน้าอนาคตกาล

?เวลาประกอบไปด้วย อดีต ปัจจุบัน อนาคต จิตคิดถึงบุญ บุญเกิดในจิตทันที จิตติดย้อนไปได้หมด คิดถึงบุญในอดีตบุญก็ถึงพร้อมแสงสว่างเกิดทุกลมหายใจเข้าออก ,คิดถึงบุญที่ทำในปัจจุบันบุญก็ถึงพร้อมแสงสว่างเกิดทุกลมหายใจเข้าออก ,คิดถึงบุญในอนาคต กล่าวคือ คิดไปว่าในกาลข้างหน้าเราอยากจะสร้างโบส สร้างวิหาร สร้างพระประธาน ฯลฯ แต่ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้าง แม้จะเป็นเพียงมโนภาพที่เกิดขึ้นในใจ แต่บุญก็บังเกิดแล้วแสงสว่างแห่งบุญเกิดทุกลมหายใจเข้าออก แม้กรรมจะอยู่เหนือกาลเวลา บุญจักพึ่งได้จริง?

๐ โด่งวัดถ้ำ ๐..

1