Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

ทริปฉายเดี่ยว เที่ยววัดขุนสมุทรจีน

ตั้งกระทู้เมื่อ: 2018-04-12 14:28:18, แก้ไข: 2018-04-12 14:42:49

แท็ก: #กระทู้เว็บเก่า #เรื่องเล่า จากทริป (ประสบการณ์ที่น่าสนใจจากทริป..ต) #เที่ยววัดขุนสมุทรจีน 

 
Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 14:29:04

Me_myself :
โพสต์เมื่อ 2012-3-5 17:34

วันนี้ได้ไปวัดขุนสมุทรจีนมา วัดที่พื้นที่โดนน้ำทะเลรุกคืบ จนตอนนี้อยู่กลางทะเลไปแล้ว เพิ่งกลับมาถึงบ้าน เหนื่อยโคตร ไว้จะมารายงานทริปพร้อมกับลงรูปให้ดูนะคะ

ได้นำพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จองค์ปฐม พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าสมณโคดมไปถวายวัดด้วยค่ะ แล้วก็มีแบบแพคถวายไว้ให้หลวงพ่อท่านแจกญาติโยมอีกห้าร้อยชุดค่ะ นำเงินร่วมทำบุญวิหารทานต่างๆในวัด ๑๐๐๐ บาท เป็นเงินค่าครูของญาติธรรมที่มาฝึกมโน ๕๐๐ บาท เป็นเงินดิฉันและญาติธรรมที่ร่วมบุญมาอีก ๕๐๐ บาท แล้วตอนเดินชมบริเวณวัดได้เจอแบงค์ร้อยตกอยู่ด้านหลังศาลาเจ้าแม่กวนอิม สงสัยเทวดาคงอยากร่วมบุญด้วย ก็เลยได้นำไปถวายหลวงพี่เพิ่มเติม อนุโมทนาบุญร่วมกันนะคะ

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 14:29:23

jiraya-know :
โพสต์เมื่อ 2012-3-5 17:37

อนุโมทนาบุญด้วยจ้าพี่สาว .. ปูเสื่อรออยู่เน้อ

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 14:29:38

Me_myself :
โพสต์เมื่อ 2012-3-5 17:41

นั่งรถ ลงเรือ ต่อด้วยปั่นจักรยาน สนุกสนานมาก ฮา

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 14:29:56

Me_myself :
โพสต์เมื่อ 2012-3-6 12:00

ทริปวันเดียว เที่ยววัดขุนสมุทรจีน (๕ มีนาคม ๒๕๕๕)

วัดนี้ตั้งใจว่าจะไปตั้งนานแล้ว เป็นปีๆแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสไป เพราะเพื่อนๆก็อยากไปกันด้วย แต่ก็ไม่ว่างกันครบทีมสักที อีกอย่างการไปวัดนี้ไม่ใช่ง่ายๆเพราะต้องลงรถ ต่อเรือหางยาวไปขึ้นท่าวัด แล้วต้องเดินไปตามคันนากุ้งอีกสองกิโล กว่าจะถึงวัด แต่ตอนหลังพอวัดเป็นที่รู้จัก คนไปเยอะ ก็เลยได้ทำทางเดินคอนกรีตบนคันนากุ้ง ทำให้เดินสะดวกกว่าเก่า แต่ว่าตลอดทางไม่มีต้นไม้นะคะ ร้อน ต้องมีร่มหรือไม่ก็ต้องใส่หมวก แล้วก็ต้องมีแว่นกันแดดด้วย ก็รอเพื่อนๆรอกันไปรอกันมาไม่ครบทีมกันสักที ก็เลยยังไม่ได้ไป

พอวันอาทิตย์ไม่รู้นึกยังไง อยากไปวัดนี้อีก ก็เลยค้นข้อมูลหาเส้นทางไป ตอนแรกกะจะเอาจักรยานไปปั่นตรงทางปูน เดินคงขาลาก (ฮาฮา) แต่ก็พอดีไปอ่านเจอที่คนเขาเพิ่งไปวัดนี้มาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว บอกว่าที่วัดมีจักรยานไว้บริการแล้ว ดีเลยเราไม่ต้องเอาจักรยานเราไป จะได้ขึ้นรถไปง่ายๆ พอรู้ว่ามันไปทางไหน ยังไง แต่ว่าจะขึ้นรถเมล์จากบ้านไปยังไง โทรถามน้องยุ่น (เจ้าถิ่นแถวฝั่งโน้น) ก็ไม่ได้เรื่อง ถามน้องคิมก็ไม่รู้ เลยสรุปว่า ตรูไปแท็กซี่ก็ได้ฟะ (ฮา)

พอเช้าวันจันทร์หลังจากใส่บาตรหลวงปู่เสร็จ กินข้าวเช้าแล้ว ก็เตรียมของแล้วก็...ลุยเดี่ยว..เที่ยววัดขุนสมุทรจีนเล้ย ไปเรียกแท็กซี่ ก่อนเรียกก็ขอบารมีพระให้เจอแท็กซี่ดีๆหน่อย ได้คนมีธรรมะยิ่งดีเลย ก็ผ่านไปหลายคัน ไม่น่าสนใจ (เขาขับเลยไปต่างหาก อิอิ) พอดีมีลุงคนหนึ่ง ขับมา เราก็เลยเรียก ถามว่า ?ลุงไปป้อมพระจุลถูกไหมคะ? ลุงว่า ?ป้อมพระจุลเหรอ ไปถูก? ก็เลยตกลงไป พอขึ้นรถ ก็บอกว่า ?หนูจะไปวัดขุนสมุทรจีน แต่ว่าทางไปมันไปทางป้อมพระจุล เดี๋ยวค่อยไปหาป้ายแถวโน้นนะคะลุง? ก็นั่งคุยกันไปตลอดทาง ลุงก็นิสัยดี เมียแกนี่ธรรมะธัมโม ทำบุญตลอด แกว่าวันนี้เมียกับลูกๆก็เอารถตู้ไปทำบุญตามวัดกัน ชวนแกไปเหมือนกัน แต่แกไม่ไป ออกมาทำมาหากิน คุยกันไปหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่ง ตื่นเต้นดี ก็เรื่องที่ว่า คนขับแท็กซี่ก็กลัวโดนจี้ ส่วนผู้โดยสารก็กลัวแท็กซี่หลอก ทีนี้ลุงก็ว่า ?ผมก็เคยโดนมาแล้วนะ โดนจี้ เอามีดจี้นี่แหละ? ก็เลยว่า ?อ้าว..แล้วลุงรอดมาได้ยังไงละ? ลุงบอกว่า ?นี่แหละ มันจี้เข้าไปซอยแถวนี้เลย ตอนที่ขับๆไป เข้าไปในซอยลึกเชียวแล้วก็มืด เปลี่ยวด้วย ก็ถามว่า คุณบ้านคุณอยู่ซอยนี้จริงๆเหรอ ทำไมมันเข้ามาลึกแบบนี้ คนนั่งมาก็บอกว่า ขับไปเถอะในซอยนี้แหละ พอไปๆมันว่า นี่ลุง..ผมพาลุงมานี่อ่ะ จะปล้นลุง แล้วก็เอามีดอันใหญ่เลยออกมา ผมก็ใจดีสู้เสือ คุยดีถามดีๆ บอกว่า อย่ามาปล้นผมเล้ย ผมไม่มีอะไร เนี่ยเงินก็มีแค่สองร้อยกว่าบาท เขาก็ว่า ผมไม่ได้สนเงิน ผมจะเอารถ ขอรถไปใช้หน่อย ผมก็พยายามชวนคุยไปดีๆ เขาก็ว่า ไม่เป็นไร ลุงมีที่นอน ผมว่า ที่นอนที่ไหนละ คุณเอารถไปแล้ว ผมจะกลับบ้านยังไง เขาว่า นี่ไงนอนในร่องน้ำ..มันกะฆ่าผมแล้ว?

เราก็เลยว่า ?แล้วลุงทำยังไงละ รอดมาได้ยังไง? ลุงว่า ?โชคดี มีสายตรวจขี่มอเตอร์ไซด์สวนออกมาจากซอย ไม่รู้เขาเข้ามาตรวจหรือว่าบ้านอยู่ซอยนี้ก็ไม่รู้ ผมก็เลยกระพริบไฟใส่ แต่ผู้โดยสารไม่รู้หรอกนะ สายตรวจก็เลยขี่รถมาจอดขวางหน้ารถ ผมก็จอดแล้วก็กระโดดออกจากรถเลย เพราะผมกลัวมันล๊อคผม พอออกไปแล้ว ตำรวจก็ถามว่า มีอะไรลุง ผมก็ว่า นั่นน่ะ ในรถน่ะ เขาจี้ผมมา ทีนี้ตำรวจสองคนก็เอาเลยคนละด้าน เปิดประตูล๊อคใส่กุญแจมือ แล้วก็บอกว่า ลุงไปที่สถานีตำรวจนี้นะ เดี๋ยวผมเอาผู้ร้ายไปเอง เขาก็วอเรียกรถใหญ่มารับไป ผมก็ไปให้ปากคำที่ ส.น. เขาก็ถามว่า เรียกมาจากไหน ก็ว่าเรียกมาจากบางนาโน่น?

?โชคดีนะลุง บุญยังรักษา? ?นั่นซิ โอ๊ย ผมนึกว่าตายแล้ว ถ้าไม่เจอตำรวจสายตรวจนี่ ผมคงนอนท้องร่องไปแล้วละ? คุยกันจนมาถึงสามแยกที่ไปพระสมุทรกับป้อมพระจุล ก็บอกว่าลุงเลี้ยวขวาไปทางป้อมพระจุลค่ะ พอขับไปก็เริ่มเจอป้าย วัดขุนสมุทรจีนแล้ว ลุงก็ว่า ดูป้ายไว้นะไปทางไหน ก็ขับไปจนถึงป้ายที่บอกว่าไปตำบลแหลมฟ้าผ่าก็เลี้ยวขวาเข้าไป ทีนี้ก็ขับยาวไปโลด ให้ดูป้ายท่าเรือป้าลี่ เพราะเราต้องไปลงเรือที่ท่านี้ ถึงแล้วก็บอกให้ลุงจอด แต่ก็ยังว่า ?ตายแระ ขากลับหนูไม่รู้ว่าจะมีแท็กซี่กลับหรือเปล่าเนี่ย ทางเข้ามาไกลเชียวไม่ค่อยมีแท็กซี่? ลุงว่า ?คงมีละมั้ง แต่อาจจะนานหน่อย? ก็จ่ายเงินให้ลุงไป แล้วก็เดินมาถามชาวบ้านแถวนั้นว่า ?มีเรือไปวัดขุนสมุทรจีนไหมคะ? เขาก็ว่า ?มี เนี่ยเดินลงไปตรงคลองนี่แหละ?

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 14:30:45

Me_myself :
โพสต์เมื่อ 2012-3-6 12:01

เราก็เดินไปตามที่เขาบอกก็เห็นมีคนกลุ่มหนึ่ง เราก็เข้าไปถามลุงคนหนึ่งว่า ?มีเรือไปวัดขุนสมุทรจีนไหมคะ? ลุงถามว่า ?รีบไปหรือเปล่า ถ้ารีบก็ไปก่อน ไปคนเดียวเหรอ? ก็บอกว่า ?ค่ะ? ลุงก็ตะโกนเรียกเรือที่จอดอยู่ ใต้สะพานว่า มารับไปส่งที่วัดขุนสมุทรจีนหน่อย เราก็ถามลุงว่า ?เหมาไปเท่าไหร่คะ? ลุงบอกว่า ?แปดสิบบาท แล้วจะกลับตอนไหน? ก็บอกว่า ?ตอนบ่ายๆ? ลุงว่า ?ตอนจะกลับก็ขอเบอร์โทรเขาไว้แล้วกัน จะกลับก็โทรมา? จากนั้นก็ลงเรือหางยาว พี่เขาซิ่งมาก ตีโค้งงี้ไม่มีลดความเร็ว มันมากกก (ฮา) ผมเผิมกระจาย แต่ลมเย็นดี บรรยากาศดีเชียว สองข้างทางมีแต่ต้นโกงกางกับต้นจาก ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงท่าเรือของทางวัด พี่เขาก็ให้นามบัตรไว้ ถามพี่เขาว่าต้องจ่ายเงินเลยไหม พี่เขาว่า แล้วแต่ครับจะให้เลย หรือจะให้ตอนขากลับก็ได้ ก็เลยว่า งั้นเดี๋ยวจ่ายตอนกลับก็ได้ค่ะ อ้อ..ตอนแรกที่อยู่ที่ท่า ลุงบอกว่า ต้องเดินไปวัดเองนะ เลยว่า อ้าวไม่มีจักรยานเหรอคะ ลุงก็หันไปถามคนที่มาจากวัดว่ามีจักรยานวัดอยู่ไหม เขาก็ว่า มีจักรยานวัดออกมาสองคัน จอดไว้ที่ศาลา (โชคดีไป) ตอนมาถึงท่าเรือ พี่คนขับเรือก็ว่า นั่นน่ะ จักรยาน ขี่ไปได้นะ แล้วมาที่วัดกี่หนแล้ว ก็บอกว่า เพิ่งมาครั้งแรกค่ะ

ก็เดินขึ้นมาที่ศาลา เห็นป้ายราคาเรือเหมา อ่านแล้วก็ขำดี คนแรก ๘๐ บาท คนต่อไป ๑๐ บาท นั่งได้ลำละสี่คน (เพื่อนๆถ้าไปกันหลายคน ใครจะขึ้นเป็นคนแรก แล้วใครจะเป็นคนหลัง ฮา) จริงๆคือ เหมาลำไปคนเดียวนี่มัน ๘๐บาท แต่ถ้ามีคนอื่นอีกก็ต้องจ่ายเพิ่มคนละ ๑๐ บาท คงไม่งงนะคะ ห่างจากศาลาไปหน่อย มีโรงจอดรถจักรยานอยู่ เราก็เดินไปดู มีจักรยานจอดอยู่เยอะเชียว แต่ประตูล๊อค ก็เลยคิดว่า ถ้ามีคนมาจะทำยังไงเพราะประตูล๊อค ก็ต้องเดินอยู่ดี แต่เราโชคดีว่ามีคนขี่จักรยานออกมาจากวัด แล้วจอดไว้ที่ศาลามีอยู่สองคัน เราเลยรอดไม่ต้องเดิน อิอิ จากนั้นก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องสักหน่อย ควักเอาปลอกแขนผ้ามาใส่แขนกันแดดแผดเผา กับหมวกแล้วก็แว่นกันแดด เสร็จเรียบร้อยแล้วก็...ลุย..ปั่นจักรยานไปตามทางที่เห็นไปไกลลิบๆ นั่น ปั่นไปก็หยุดจอดถ่ายรูปวิวข้างทางไปด้วยตลอดทาง ก็เพลินดี

ปั่นไปตามทางนากุ้ง ก็ไม่มีต้นไม้อะไรเลย โล่ง แต่พอเริ่มเข้าใกล้เขตวัด เริ่มจะมีต้นโกงกางขึ้นเต็ม ก็ร่มรื่นแล้ว ไม่ร้อน ปั่นไปจนถึงวัด ก็ไปเจอหลวงพี่องค์หนึ่ง ท่านเห็นก็ยิ้ม แล้วก็ไปหยิบน้ำในตู้เย็นมาให้หนึ่งแก้ว บอกว่า ?โยม กินน้ำก่อน? ก็กราบหลวงพี่ ขอบคุณที่ท่านให้น้ำดื่ม แล้วก็นั่งสนทนากับหลวงพี่ ถามว่า พระอาจารย์เจ้าอาวาสไม่อยู่เหรอคะ ท่านว่า เพิ่งออกไปข้างนอกเมื่อกี้เอง ไม่รู้ไปไหนจะกลับมาตอนไหน เราก็เลยนั่งคุยกับหลวงพี่ไปพลางๆก่อน ก็ได้รู้เรื่องต่างๆเยอะเหมือนกันเกี่ยวกับวัด ที่วัดนี่กำลังสร้างศาลาเพิ่ม ไว้สำหรับรองรับญาติโยมเวลามาทำบุญ ตอนไปเห็นพวกพี่ๆที่เป็นคนในชุมชนมาช่วยกันตอกเสาเข็ม โดยใช้แรงงานคนนี่แหละ นอกนั้นก็มีศาลาตรงด้านหน้าทะเลที่กำลังก่อสร้างค้างอยู่ จะไว้ประดิษฐานหลวงปู่ทวด กับ สมเด็จโต แล้วก็เจ้าแม่กวนอิม

คุยกับหลวงพี่พอสมควรก็ขอไปเดินดูทั่วๆวัด ไปดูโบสถ์ที่ถูกน้ำท่วม จนเดี๋ยวนี้ต้องยกพื้นขึ้นมา เวลาเข้าไปในโบสถ์ต้องก้มหัวรอดไป เพราะว่าถูกยกพื้นขึ้นมาจากของเดิมกว่าครึ่ง ตัวโบสถ์ด้านล่างจะอยู่ตรงพื้นที่เดิม ซึ่งน้ำจะท่วมถึง ตั้งแต่เจ้าอาวาสท่านทิ้งหินก่อเป็นกำแพงล้อมรอบวัด ก็ทำให้สามารถปลูกป่าโกงกางขึ้นได้อีก มีดินเลนที่ทำให้ต้นไม้ยึดเกาะได้ ไม่จมหายไปกับน้ำ แต่ว่าระดับน้ำขึ้นน้ำลงก็มีเป็นปกติ และโบสถ์ไม่ได้ถูกยกขึ้นทั้งหลัง ทำให้ส่วนล่างของโบสถ์ก็จะโดนน้ำท่วมเวลาน้ำขึ้น ส่วนอาคารอื่นๆที่ปลูกสร้างทีหลัง ได้ทำการยกให้สูงหมดแล้ว เมื่อก่อนตอนที่น้ำทะเลเริ่มซัดพื้นดินหายไปทีละน้อยๆ จนบ้านเรือนผู้คนก็ต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ วัดก็ยังไม่ได้ไปไหน แต่เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆก็ไม่มีใครอยู่ได้ และทิ้งเป็นวัดร้าง จนมาถึงเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ซึ่งแต่แรกไม่ได้รับที่จะเป็นเจ้าอาวาสเลย แต่ท่านอยากช่วยให้วัดยังอยู่ได้ ก็พยายามเก็บเงินซื้อกล้องมาถ่ายรูป โบสถ์ที่น้ำท่วมแล้วเอาไปเผยแพร่เพื่อให้ญาติโยมได้มาช่วยกันดูแลบูรณะและรักษาไว้ เพราะราชการไม่ได้ช่วยเหลืออะไร พอคลิปเผยแพร่ออกไป ทีนี้ก็ทีวีหลายรายการก็มาทำข่าว ทำสารคดี คนเริ่มรู้จัก ก็ต่างมาช่วยเหลือกัน ทอดผ้าป่าบ้าง ทอดกฐินบ้าง ก็ได้เงินมาดูแลรักษาวัด ซื้อหินมาทำกำแพงล้อมวัด

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 14:31:18

TPC20180412142818707.201804121431181316

1 2 3 4 5 > >>