รวมธรรมะโดนใจ By titapoonyo

ตั้งกระทู้เมื่อ: 2018-04-12 15:42:27, แก้ไข: 2018-04-12 16:35:32

แท็ก: # #เรื่องเล่า #เรื่องเล่า สนทนาธรรมในกลุ่ม #กระทู้เว็บเก่า 

 

โพสเมื่อ: 2018-04-12 15:47:20


โดย titapoonyo
โพสต์เมื่อ 2012-6-20 10:49
http://old.ourmanomayitti.com/forum.php?mod=viewthread&tid=291&fromuid=846


การขออภัยทาน...ซึ่งเป็นธรรมสูงสุดในพุทธศาสนา

เมื่อเอาคำตรัสของสมเด็จองค์ปัจจุบัน ที่ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฏกว่า หากตถาคตจักเอานิ้วชี้ลงที่แผ่นดินจุดใดก็ตามในโลกมนุษย์นี้ จักไม่มีกระดูกของตถาคตปนอยู่นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะตถาคตเกิด - ตาย ๆ มานับชาติไม่ถ้วน เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาตามคำตรัสของพระองค์ ก็ยอมรับว่าจริง และพิจารณาต่อไปว่า ในปัจจุบันนี้มีพระพุทธเจ้ามากี่พระองค์แล้ว ก็ยิ่งชัดเจนหมดสงสัยว่า พวกเราไม่มีทางพ้นจากการปรามาสพระรัตนตรัยไปได้เลย เพราะแผ่นดินที่เราเหยียบย้ำอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นกระดูก หรือพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระอรหันต์ทุก ๆ พุทธันดร รวมทั้งกระดูกของเราเองด้วยทุกวัน

ดังนั้น สมเด็จองค์ปฐม จึงทรงมีพระเมตตามาตรัสสอนพวกเราความว่า พวกเจ้าควรหมั่นขอขมาพระรัตนตรัยไว้ทุกๆ วัน เพื่อจักได้ลดโทษการปรามาสพระรัตนตรัยลงได้บ้าง

หลวงพ่อท่านก็เมตตามาสอนความว่า นอกจากขอขมาพระรัตนตรัยแล้ว ควรขอขมาพ่อ - แม่ในอดีตชาติด้วย และควรขอขมาให้บ่อย ๆ เพราะพวกเอ็งมันพยศกับพ่อ - แม่มาเกือบทุกชาติ

ส่วนรายละเอียด ผมไม่ขอกล่าว เพราะทุกคนมีจริต - นิสัยและกรรมไม่เสมอกัน แต่ทุกคนก็มีอุบายของตนเอง บางคนชอบสั้น ๆ บางคนชอบยาว ๆ บางคนว่าเป็นบาลี บางคนว่าเป็นภาษาไทย และบางคนก็ว่าทั้งบาลีและภาษาไทย (คงนึกกลัวว่าพระท่านคงอาจจะไม่รู้คำบาลีกระมัง)

สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า
๑. นี่จัดว่าเป็นขออภัยทาน ซึ่งเป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาเช่นกัน หมั่นทำให้บ่อย ๆ ไม่ว่าจักเป็นผู้ให้อภัยทานหรือเป็นผู้ขออภัยทาน ก็สามารถทำจิตให้เยือกเย็นได้

๒. หมั่นมาพระนิพพานให้บ่อย ๆ จิตจักได้เคยชิน เป็นการซักซ้อมมโนมยิทธิไปในตัวด้วย

๓. พยายามปล่อยวางอารมณ์ที่เกาะกายให้มาก ๆ ด้วย จิตมันจักได้สบายขึ้น (เพื่อนของผมท่านนึกว่า วันนี้กายมีเวทนามาก สภาพพระนิพพานไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร)

๔. ทรงตรัสว่า ให้จิตรู้ก็แล้วกันว่าระลึกได้อยู่กับพระนิพพานเสมอ จักชัดหรือไม่ชัดไม่สำคัญ สำคัญที่จิตมันเคยชินกับการมาอยู่ที่พระนิพพานนี้

๕. และที่สำคัญ คือ พยายามอย่าเกาะกายมากเกินไป รู้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ยอมรับความเสื่อม ความสกปรกของร่างกายนี้อยู่เสมอ ให้จิตมันรู้อยู่อย่างนี้ ก็เป็นอันว่าใช้ได้

๖. ก่อนนอน ให้จับภาพนิมิต เห็นกายจิต นอนอยู่บนพระนิพพานด้วยได้ยิ่งดี สมควรทำ

ที่มา : ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม 5

.......................................................................................................

นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 15:50:18

โดย titapoonyo
โพสต์เมื่อ 2012-6-20 10:56


อนุสสติสุดท้ายคือ มรณานุสสติควบอุปสมานุสสติ

ในคืนวันที่ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

๑. การระลึกนึกถึงความตาย จงอย่าทำจิตให้เศร้าหมอง เพราะนั่นเป็นความจริงของร่างกาย การควบอุปสมานุสสติให้ทรงตัวก็เพื่อระลึกไว้เสมอถึงความสุขที่จักได้รับ เมื่อจิตผละไปจากร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้แล้ว

๒. เห็นความจริงในกายคตานุสสติ ควบอสุภะของร่างกายไว้เนือง ๆ เพื่อทำลายความหลงของร่างกาย ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง และสกปรกนี้ จิตก็จักยอมรับและคลายความกำหนัดในร่างกายนี้ลงได้

๓. เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ก็กำหนดรู้ว่า ร่างกายทั้งภายนอกและภายในมีสภาพเหมือนกันหมด การทรงชีวิตอยู่เต็มไปด้วยความทุกข์ มีหิว - กระหาย - ร้อน - หนาวเกินไป ปวดอุจจาระ และปัสสาวะ เป็นต้น ให้รู้อยู่อย่างนี้เป็นปกติ

๔. เจ้าอย่าได้ละกรรมฐานกองสำคัญเหล่านี้ ออกไปจากจิตเป็นอันขาด เพราะเป็นตัวตัดสักกายทิฎฐิตรง หมั่นศึกษา พิจารณา เรียนรู้ นำมาปฏิบัติเข้าไว้ให้จิตมันชิน โดยควบคู่กับอานาปานัสสติกรรมฐานทุกกอง เพื่อเป็นไม่ประมาทในชีวิต ร่างกายมันไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ดั่งองค์สมเด็จองค์ปัจจุบันได้ตรัสไว้แล้วในเรื่อง เปสการีธิดา ขอให้เจ้านำมาคิดและพิจารณาให้ดี ๆ จักได้มีปัญญาเรียนรู้ปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ก็ติดตามที่พระองค์ทรงแนะ ก็พบว่านางขาดใจตายอย่างกะทันหันจากกระสวยเหล็กพุ่งมากระทบอก ขาดใจตายในชั่วขณะจิตเท่านั้น)

๕. ทรงตรัสว่า ผู้ประมาทไม่ระลึกนึกถึงความตาย ย่อมเตรียมจิตไม่ทัน แต่ผู้ที่ระลึกนึกถึงความตาย หมั่นแสวงหาอริยทรัพย์ไว้ด้วยจิตมั่นคง กำหนดรู้อยู่เสมอว่า จิตนี้จักต้องโคจรจากร่างกายเมื่อตายแล้ว จักตรงไปยังสถานที่ใด บุคคลผู้นั้นจึงได้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทในชีวิต

๖. หมั่นตรวจสอบอารมณ์จิตให้ดี ๆ อย่าให้มีความเศร้าหมองค้างอยู่ในใจ ไม่ว่าอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง พอใจหรือไม่พอใจ จัดว่าเป็นกิเลสที่ทำจิตให้เศร้าหมอง ถ้าหากเจ้าไม่อยากสู่ภพสู่ชาติอีกต่อไป มองอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี ๆ และจงหมั่นทบทวนจุดหมายปลายทางของจิต คือ กำหนดอารมณ์พระนิพพานไว้เสมอ รู้หนทางโคจรของจิต หนทางใด ซึ่งไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ก็จงหมั่นตัดอารมณ์นั้นให้หลุดออกไปจากใจ

๗. ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เอาอิทธิบาท ๔ ทบทวนธรรมที่เกิดกับจิตอยู่เสมอ แล้วมรรคผลนิพพานจักได้แน่

ที่มา : ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม 5

.......................................................................................................................
แสดงความคิดเห็น

jiraya-know อนุโมทนาบุญในธรรมทานด้วยขอรับ โพสต์เมื่อ 2012-6-21 09:55

jeab อนุโมทนาด้วยค่ะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 20:07

MaAoM อนุโมทนานะคะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 19:11

Me_myself โมทนาด้วยจ้า โพสต์เมื่อ 2012-6-20 16:25

chid อนุโมทนาด้วยครับ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 13:28

Dang88 อนุโมทนาครับ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 11:04

.....................................................................................................................

นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 16:00:08

โดย titapoonyo
โพสต์เมื่อ 2012-6-20 11:15


การนอนหลับที่ถูกควรเป็นอย่างไร

เมื่อวันพุธที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

๑. ทำกรรมฐานได้ผลดีบ้าง - เลวบ้าง อย่ากลุ้มใจ เพราะทุกอย่างมันไม่เที่ยง

๒. อย่าเอาผลของการปฏิบัติในแต่ละวันแต่ละเวลาไปวัดกัน มันจักทำให้ท้อถอย เพราะจิตมักจะติดดี คือยึดผลของการปฏิบัติดีมาเป็นมาตรฐานของการวัด ซึ่งมันไม่ถูก เพราะขึ้นอยู่กับสุขภาพของร่างกาย ซึ่งแปรปรวนอยู่เป็นปกติ ขึ้นอยู่กับสภาพของจิต ซึ่งมีอารมณ์แปรปรวนอยู่เป็นปกติ นี่เป็นเพราะตัวอุเบกขายังอ่อนกำลังอยู่ หรือสังขารุเบกขาญาณยังอ่อนไปนั่นเอง

๓. เรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ เจ้าเองก็หาเวลาได้ยาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การหลับจักตามปกติในเวลานอน หรือทนไม่ไหวต้องนั่งหลับในเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน ก็พยายามนึกถึงมรณานัสสติควบอุปสมานัสสติ โดยการปลงอสุภะจนกายเนื้อนั้นเน่าเปื่อยอนัตตาไป เห็นกายแก้ว นั่งหรือนอนหลับอยู่ในวิมานของตนเองที่พระนิพพานก่อนทุกครั้งไป เจ้าทำได้ไหม (ตอบว่า คิดว่าทำได้)

๔. ต้องทำได้ เพื่อความไม่ประมาท จงพิจารณารู้ไว้เสมอ ๆ ว่า การนั่งหลับก็ดี การนอนหลับก็ดี อิริยาบถนี้มีคนตายมาแล้วมากมาย หากไม่ตั้งเข็มทิศให้มุ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ เจ้าเกิดตายลงในขณะนั้นจักว่าอย่างไร (ตอบว่าย่อมไม่ดีแน่)

๕. พยายามทำบ่อย ๆ จิตจักได้ชิน ขณะที่ก่อนจักหลับทุกครั้ง และให้กำหนดรู้ไว้ว่า ที่เจ้าต้องหลับ เพราะร่างกายมันเสื่อม ไม่หลับมันก็ทนไม่ไหว เป็นความทุกข์

๖. หลับแล้วไม่สบายใจ เพราะไม่ได้ผลของการปฏิบัติ ก็ทุกข์อีก เจ้าก็จงตัดใจ อย่ากลุ้ม ปลงมรณาไปเสียเลยว่า ทุกข์อย่างนี้ขอมีเป็นชาติสุดท้าย ถ้าหากกายมันตายไปในขณะหลับ ก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียว (หมายความว่าการนอนหลับ ก็ขอเป็นครั้งสุดท้าย เป้าหมายคือนิพพานจุดเดียว)

๗. อย่าลืม การปฏิบัติต้องพร้อมทั้ง ๔ อิริยาบถ คือ ยืน - เดิน - นั่ง - นอน และทำกิจการงานใด ๆ ก็ยกให้เป็นพระกรรมฐานหมด กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ต่างฝ่ายต่างทำงานควบคู่กันไปทั้งทางโลกและทางธรรม

๘. อย่าลืมรักษาอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี ๆ อย่าให้ไหลขึ้นไหลลงมากนัก จิตเหนื่อยจักพลอยทำให้กายเหนื่อยไปด้วย กล่าวคือหมดกำลังใจนั่นเอง จุดนี้ระมัดระวังเอาไว้ให้ดี ๆ อย่าให้เกิดแก่จิตเป็นอันขาด

ที่มา : ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม 5

.................................................................................................................
แสดงความคิดเห็น

jiraya-know อนุโมทนาบุญในธรรมทานด้วยขอรับ โพสต์เมื่อ 2012-6-21 09:56

jeab อนุโมทนาสาธุค่ะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 20:09

MaAoM อนุโมทนานะคะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 19:11

Doughnut โมทนาค่ะ หัวถึงหมอน พุทโธ รอบเดียว จอดสนิทเลย โพสต์เมื่อ 2012-6-20 17:51

Dang88 อนุโมทนาครับ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 17:03

chid อนุโมทนาด้วยครับ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 13:29

..........................................................................................................
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 16:02:06

โดย titapoonyo
โพสต์เมื่อ 2012-6-20 14:38


หลัก ๑๐ ประการ ในการปฏิบัติธรรมให้เร็ว ๆ ไว ๆ

พระพุทธองค์ทรงพระเมตตาตรัสสอนเมื่อพฤหัสบดีที่ ๘ ต.ค.๒๕๓๕ ที่วัดท่าซุง มีความสำคัญว่า การปฏิบัติธรรมของตถาคตต้องเร็ว ๆ ไว ๆ ไม่เนิ่นช้า ไม่ประมาท โดยพยายามใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดหรือเสียเวลาน้อยที่สุด ผมขอสรุปเป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกในการจดจำ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดมรรคผล มีหลัก ๑๐ ประการ ดังนี้

๑. เจ้าจงหมั่นพิจารณาสรีระให้เน่าเปื่อยสกปรก (ให้พิจารณากายคตาและอสุภะ)

๒. เจ้าจงหมั่นพิจารณาถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก (ให้พิจารณามรณาและอานาปา)

๓. เจ้าจงหมั่นพิจารณากฎของกรรม โทษของกาม ให้เกิดจนจิตยอมรับ

๔. หมั่นขึ้นไปดูวิมานของตนที่พระนิพพานเพื่อยังอารมณ์จิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ

๕. หมั่นนึกถึงตถาคต และพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์, พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์, พระอรหันต์สาวกเจ้าทั้งปวงที่จบกิจในพุทธศาสนาแล้วว่า ท่านมาแดนพระนิพพานได้อย่างไร หมั่นจดจำ และทำมรรคผลนั้น ๆ ให้เกิด

๖. ระลึกเสมอว่ามนุษโลก-เทวโลก-พรหมโลกมิได้สุขจริง แค่เพียงอาศัยพักทุกข์ชั่วคราว ไม่ช้าก็ต้องไปเกิดใหม่ แต่ส่วนใหญ่ต้องลงอเวจีมหานรก เราจักไม่ต้องการมันอีก (ให้ตัดอวิชชาหรือสังโยชน์ข้อ ๑๐ หรืออุปสมานุสสตินั่นเอง)

๗. เมื่อเจ้าเห็นครบวงจรแล้ว จิตก็จงหมั่นพิจารณาตามนั้นจนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยได้อย่างชัดเจน (เห็นกฎของกรรม โทษของกาม)

๘. กฎของกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องยอมรับกรรมนั้น กำหนดจิตคิดอย่างผู้มีสติรู้สึกว่า ผลของกรรมนี้มีเหตุเนื่องมาจากเราเป็นผู้ก่อเอาไว้ในชาติก่อน เพราะละเมิดศีล ๕ มาก่อนทั้งสิ้น ขอยอมรับกรรมนี้โดยสงบ และขอรับเป็นครั้งสุดท้าย ชาติต่อไปขึ้นชื่อว่าการเกิดมีร่างกายอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์จักไม่มีกับเราอีก ขอมีพระนิพพานเป็นที่ไป (ให้เคารพและยอมรับกฎของกรรม)

๙. จริยาใดที่ขัดต่อศีล ธรรม ขอยกเลิกการกระทำนั้น ๆ ด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือ ยอมตายดีกว่ากระทำผิดศีลและธรรมนั้น ๆ (ให้ทรงอธิศีล)

๑๐. เราจักประพฤติปฏิบัติศีลและธรรมนั้นด้วยชีวิต แม้จะตายก็ช่าง หากตายเราก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียว

ที่มา : ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม 5

...............................................................................................................
แสดงความคิดเห็น

jiraya-know อนุโมทนาบุญในธรรมทานด้วยขอรับ โพสต์เมื่อ 2012-6-21 09:57

jeab อนุโมทนาค่ะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 20:11

MaAoM อนุโมทนานะคะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 19:11

Dang88 อนุโมทนาครับ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 17:05

Me_myself โมทนาด้วยค่ะ โพสต์เมื่อ 2012-6-20 16:28

.............................................................................................
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 16:03:31

โดย titapoonyo
โพสต์เมื่อ 2012-7-22 09:40


กรรมฐานแบบคนขี้เกียจ

การเจริญกรรมฐานจริง ๆ ถ้าทำเป็นล่ำเป็นสันมันอาจจะเกินพอดีไปก็ได้ เอากันแบบคนขี้เกียจ แต่ตายแล้วไม่ลงนรกดีกว่า ง่ายดีนะ คนขี้เกียจเขาจะทำแบบนี้

ก่อนนอนหลับ จงนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือนึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะที่เราชอบ จิตก็จับลมหายใจเข้าออก ภาวนา "พุทโธ" ก็ได้ อะไรก็ได้นะ เอาพุทโธเป็นเกณฑ์ก็แล้วกัน หายใจเข้านึกว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า "โธ" เพียงแค่ ๒-๓ ครั้ง มันหลับไปก็ใช้ได้ ขณะภาวนาอยู่ถ้าจิตเข้าไม่ถึงฌานมันจะไม่หลับ ถ้าจิตสงบถึงฌานมันจะตัดหลับทันที

จะเป็นฌานขั้นไหนก็ตาม ขณะที่หลับอยู่กี่ชั่วโมงก็ตาม ท่านถือว่า ทรงฌานตลอดเวลา ถ้าตายเวลานั้นจะเป็นพรหมทันทีเป็นอย่างน้อย ถ้าบังเอิญก่อนจะตายก่อนจะหลับเรานึกถึงพระนิพพาน ภาวนาด้วย นึกถึงพระนิพพานไว้ก่อนด้วย แล้วก็หลับจิตเป็นฌานก็หลับ เขาถือว่าจิตทรงฌานในด้านของนิพพานเรียกว่า อุปสมานุสสติกรรมฐาน ถ้าตายเวลาหลับจะไปนิพพานทันที

ถ้ามันไม่ตาย มันตื่น ก่อนจะขยับตัวไปไหน ก่อนจะหลับจิตเราเป็นฌาน เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วฌานยังไม่คลายตัว ยังทรงอยู่ ก็เริ่มจับลมหายใจเข้าออกใหม่ภาวนาใหม่แค่ ๒-๓ ครั้งก็ตาม เพียงแค่นี้ทำทุกวัน ทุกคนเวลาจะตายจะไม่นึกถึง อกุศล จะนึกเฉพาะ กุศล อย่างเดียว
ถ้าทำอย่างนี้ทุกวัน ทำแบบคนขี้เกียจนะ ฉันมันคนขี้เกียจก็เลยสอนให้ลูกศิษย์เป็นคนขี้เกียจด้วย ถ้าทำอย่างนี้ทุกวันถ้าเราป่วยหนักขนาดไหนก็ตามถ้ายังไม่เห็นเทวดา ไม่เห็นนางฟ้า ไม่เห็นพรหม ไม่เห็นพระอริยเจ้า ไม่เห็นพระพุทธเจ้า ยังไม่ตาย ถ้าขณะป่วยถึงแม้มันจะไม่หนัก เห็นเทวดาเห็นนางฟ้าเต็มจักรวาล เห็นพรหม เห็นพระอริยเจ้า เห็นพระพุทธเจ้า คราวนั้นตายแน่

ถ้าก่อนตายทุกขเวทนาหนัก ปวดเสียด แต่ก่อนจะตายจริงสักอย่างน้อยที่สุด ๒๐นาที หรืออาจจะ ๒ - ๓ วันก็ได้นะ จิตที่มีทุกขเวทนามันจะหายไป จิตจะจับที่เทวดา ที่นางฟ้า ที่พรหม ที่พระอริยเจ้า มีความเพลิดเพลินคุยกับท่านแบบสบาย ๆ และในที่สุดจิตก็ดับ ก็ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพานได้ตามชอบใจ


ก่อนจะหลับให้ภาวนาว่า "พุทโธ" สัก ๒ -๓ ครั้ง แล้วภาวนาว่า

"นิพพานัง สุขัง" ไปจนกว่าจะหลับ เมื่อเวลาตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ให้ภาวนาว่า

"นิพพานัง สุขัง" สัก ๒-๓ ครั้ง อย่างนี้ทุกคืน จะไปนิพพานได้ในชาตินี้ ใครภาวนา "นิพพานัง สุขัง " ไม่ได้ ให้ภาวนาว่า "พุทโธ" อย่างน้อยที่สุดตายจากชาตินี้แล้วไปสวรรค์

จากหนังสือ "พ่อสอนลูก"

......................................................................................................
แสดงความคิดเห็น

Dang88 อนุโมทนาครับ โพสต์เมื่อ 2012-7-23 12:45

benbenzajeed อนุโมทนาสาธุค่ะ โพสต์เมื่อ 2012-7-22 12:20

chaiwan อนุโมทนาในธรรมทานจ้า สาธุ ๆ ๆ โพสต์เมื่อ 2012-7-22 11:09

......................................................................................................
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

โพสเมื่อ: 2018-04-12 16:04:46

โดย titapoonyo
โพสต์เมื่อ 2012-7-22 12:39


รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน คือทางลัดไปพระนิพพาน
ตัดมาบางส่วนจากหนังสือ ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม 5

....จากนั้น หลวงปู่อี๋ ท่านก็มากับหลวงปู่จง และขออนุญาต สมเด็จองค์ปฐม สอนต่อดังนี้
๑. เอ็งอย่าประมาทในความตาย รู้ลมทุกครั้งให้รู้ความตายไปด้วยทุกครั้ง คนมันตายให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ร่างกายมันมาตามกรรม มันก็ไปตามกรรม เราจะรู้มันได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่กรรมมันจะมาถึง ทำให้ร่างกายมันตาย ตายเมื่อไหร่มันไม่แน่ แต่ที่แน่ ๆ คือร่างกายมันต้องตาย เพราะฉะนั้นเอ็งจะต้องพร้อมตายอยู่เสมอ รู้ลม รู้ตาย รู้พระนิพพานไปด้วย อันนี้มันจะตัดกิเลสมารทุกตัวได้ชะงัดนัก ถ้าเอ็งไม่โง่จนเกินไป
๒. หมั่นคิด หมั่นซ้อม หมั่นทำให้มันเป็นฌาน เป็นได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ เอาแค่ให้จิตมันชิน และยอมรับความพร้อมตาย พร้อมจะไปนิพพานก็แล้วกัน
๓. จำไว้มาถึงขั้นนี้แล้ว รบกับธรรมในจิต จะต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่ปากเปียกปากอ่อน ไม่มีใครช่วยเอ็งได้ เอ็งต้องช่วยตัวเอ็งเอง เตือนสติ เตือนใจเอาไว้เสมอ ๆ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน
๔. อย่าเที่ยวปล่อยจิตให้มันไหลออกไปนอกเส้นทางพระนิพพานให้มากนัก หมั่นดึงจิตเข้าไว้ชักกะเย่อกับความชั่วของจิตด้วยความเพียร อย่าให้จิตขาดจากความดี ชนะความชั่วเข้าไว้จนความชั่วมันขาดจากจิตได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละเอ็งก็ถึงเส้นชัยนิพพานเมื่อนั้น

.....................................................................................................
แสดงความคิดเห็น

jeab อนุโมทนาสาธุค่ะ โพสต์เมื่อ 2012-9-18 15:44

Dang88 อนุโมทนาครับ โพสต์เมื่อ 2012-7-23 12:45

..................................................................................................
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

1 2 3