Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

ทริปงานสัมมนาภัยพิบัติที่วัดหนองหญ้าปล้อง และเยี่ยมชมโบราณสถานพระแท่นดงรัง

ตั้งกระทู้เมื่อ: 2018-04-20 16:24:38, แก้ไข: 2018-04-20 16:37:51

แท็ก: #กระทู้เว็บเก่า #เรื่องเล่า จากทริป (ประสบการณ์ที่น่าสนใจจากทริป..ต) 

 
Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-20 16:25:23

Me_myself
โพสต์เมื่อ 2012-6-21 19:16

ตั้งกระทู้ไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเขียน อิอิ

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-20 16:25:43

MaAoM
โพสต์เมื่อ 2012-6-24 14:00

ก๊อกๆๆ พี่สาวอ้อมมาตามกระทู้เน้อ...

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-20 16:25:56

jiraya-know
โพสต์เมื่อ 2012-6-25 09:20

ไงก็จะรอจ้าคุณพี่ .. รีบมาเล่าเร็วๆ นะ (แฟนคลับล้นหลาม .. หุ หุ หุ)

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-20 16:26:15

Doughnut
โพสต์เมื่อ 2012-6-25 14:04

พรุ่งนี้ นี่พรุ่งนี้นับจากวันไหนอ่ะ ท่านพี่.. 4 วัน ผ่านไป...จนท่านกัปตันจะไปทริปใหม่แล้ว..

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-20 16:26:33

Doughnut
โพสต์เมื่อ 2012-6-26 18:44

หูย..ถ้าให้เขียน นี่เป็นนวนิยายเรื่องสั้น ไม่รู้กี่ตอนจบนะท่านพี่ ต้องเล่าย้อนความตั้งแต่ก่อนน้ำท่วมปลายปีที่แล้วนู่น.. ฮา. ไว้รอเป็นทัพเสริมละกัน งานนี้ ไม่มีภาพเนื้อเรื่องก็ไม่จำ

Administrator
นักเขียนโปรแกรมอิสระ

โพสเมื่อ: 2018-04-20 16:27:06

Me_myself
โพสต์เมื่อ 2012-7-3 16:19

ทริปนี้ไปกันสี่คน มี สรคิม คุณหนิง น้องตุ๊กและดิฉัน จริงๆคุณหนิงอ่ะ ต้องไปเป็นพิธีกรชั่วๆ เอ๊ยย ชัวร์ๆ แต่พวกเราอ่ะ ตามไปเที่ยววัดแล้วก็ไปกราบ พอจ เท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆก็ต้องไปช่วยงานเขาอยู่ดีแหละ เพราะว่าคนดูแลน้อย ออกเย็นวันศุกร์ไปถึงวัดก็มืดแล้ว เจ้าถิ่นเห่ากันเกรียวกราวเลย หมาที่วัดนี้กลางวันยังพอเชื่องนะ ตกกลางคืนกลายเป็นหมาโหดในทันใด อิอิ ตอนแรกแม่ชีจัดที่พักให้พวกเราชั้นบน แต่ว่ามัวแต่โอ้เอ้คุยกับ พอจ กลับมาดึกมากแล้ว แม่ชีก็นอนแล้ว เจ้าถิ่นนอนขวางตรงบันได มีขู่คำรามด้วย ไม่ให้ขึ้น สุดท้ายเลยนอนห้องด้านล่าง ดีนะว่าเขาไม่ได้ล๊อคกุญแจ ห้องก็ว่างอยู่ ห้องนี้เืมื่อก่อนพวกเราก็เคยมาพักแล้ว

ตื่นเช้ามาแม่ชีก็มาบอกว่า แม่จัดที่พักไว้ให้ข้างบน พัดลมก็เปิดไว้ ก็ต้องไปขอโทษท่าน บอกว่า ขึ้นไม่ได้ค่ะ เจ้าถิ่นขวาง เหอ เหอ พวกเราก็อาบน้ำแต่งตัว แล้วไปที่สถานที่จัดงาน เห็นพวกแม่ครัวมาช่วยหุงหาอาหารกันเยอะแยะเลย จากนั้นก็กินข้าวเช้ากัน มีเด็กนักเรียนเริ่มทยอยมา แล้วก็ทานอาหารเช้ากัน ตอนเริ่มพิธี พวกเรามีหน้าที่คอยดูแลจัดเตรียมของชำร่วยที่จะมอบให้กับวิทยากรทุกท่าน ซึ่งโต๊ะวางของก็อยู่ด้านที่มีโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่บนเวที หลังจากที่ประธานกล่าวเปิดงาน และเริ่มงานสัมมนาไปได้สักพัก มีลมพัดมาโดนผ้าที่เขาผูกตกแต่งไว้ปลิวมาโดนตรงโต๊ะหมู่ ครั้งแรกโดนฉัตรเงินที่วางไว้หล่นลงมา (ฉัตรเล็กๆน้ำหนักเบา) พนักงานก็เอาไปตั้งไว้ที่เดิม หลังจากนั้นสักพักก็ร่วงลงมาอีก ตอนที่ พอจ ไปกราบพระ ฉัตรก็ร่วงลงมาอีก ก็จับตั้งวางไว้ใหม่

ระหว่างที่งานกำลังดำเนินต่อไป คราวนี้มีลมพัดมาอีก ผ้าที่อยู่ด้านหลังโต๊ะหมู่ก็ลู่ตามลมมา แต่คราวนี้ไม่ใช่ฉัตรหล่นค่ะ แต่เป็นพระพุทธรูปทองเหลืองที่เป็นพระประธานร่วงหล่นลงมาโครมใหญ่ ตกลงที่พื้นเวที พวกเรามองหน้ากันเลย ในใจก็คิด ลางไม่ดีแล้วเนี่ย พระหล่นท่าทางจะมีอะไรเกิดขึ้น ผ้าที่ลู่ลมปลิวมาที่โต๊ะหมู่นี่ ยังไงก็ไม่น่าแรงพอที่จะทำให้พระทองเหลืองหล่นมาได้อ่ะ มันก็แปลกๆแล้ว แต่งานก็ดำเนินไปได้ด้วยดีจนเกือบจะเสร็จ พอจ.กำลังแจกของที่ระลึกเป็นวัตถุมงคลให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน แล้วทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องแบบตกใจมาทางด้านแม่ครัว แล้วทีนี้ก็อึกทึกครึมโครมกันใหญ่ ผสมด้วยเสียงเด็กหวีดร้อง ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเราอยู่ตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ แต่ใจก็คิดไปว่า สงสัยต้องมีใครโดนน้ำมันในกระทะแน่เลย สักพักพี่ธรก็มาพูดกับพี่วิทยากรด้านเกษตรพอเพียงว่า มียาทาสำหรับน้ำมัน น้ำร้อนลวกไหม แม่ครัวโดนน้ำมันหกใส่ พี่วิทยากรก็รีบไปเอาครีมที่รถมาให้ คณะแม่ครัวก็่ช่วยกันพยุงแม่ครัวคนที่โดนน้ำมันเพื่อไปขึ้นรถจะพาไปโรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้เราเลยได้เดินไปดูสถานการณ์ว่าเป็นยังไง เห็นแม่ครัวที่โดนนั่งอยู่ โดยที่ถูกถอดเสื้อชั้นนอกออก (เห็นเขาว่าตอนถอดหนังหลุดติดเสื้อออกมาเลย) หน้าตาก็แดงกร่ำไปหมด เพื่อนๆก็ช่วยกันเอาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆถูๆประคบตรงแขน ตรงหน้า ได้ิยินเสียงป้าที่โดนน้ำมันบอกว่า เขาหน้ามืดเลยล้มลงไป สักพักรถก็ถอยมารอก็เลยพากันขึ้นรถไป ตอนหลังไปถามพวกแม่ครัว เขาบอกว่า อยู่ๆป้าเขาก็เดินขาตกลงไปในร่องระบายน้ำแล้วก็ล้มลงไป มือก็ไปกระหวัดโดนกระทะที่กำลังทอดหมู น้ำมันร้อนๆจากกระทะก็หกใส่ป้าตั้งแต่หัว หน้า หลัง ลงไปเลยครึ่งซีก ฟังถึงตอนนี้แล้วทำให้ไปนึกถึงหนังอินเดียเรื่องหนึ่งเลยที่เคยดูสมัยเด็กๆ นางเอกตอนเป็นเด็กๆไปวิ่งเล่นใกล้กับกระทะน้ำมัน แล้วพลาดไปเหยียบเอาฟืนที่เขาสุมไฟอยู่ใต้กระทะ ทำให้ฟืนไปกระแทกกระทะกระดกขึ้นแล้วน้ำมันร้อนๆ ก็หกใส่นางเอกไปครึ่งซีกเหมือนกัน ตั้งแต่หัวลงไปเลย ทำให้เธอหน้าเสียโฉมไปครึ่งหน้า ก็คิดว่าป้าแกจะเสียโฉมเหมือนในหนังไหม

พอเลิกงานตอนเย็น พอจ ก็เลยชวนพวกเรา กลุ่มพี่ธร และก็แม่ครัวไปเยี่ยมป้าเขาที่บ้านกัน ทุกคนก็กังวลว่าแกคงจะแย่มาก ไปถึงแกนอนเล่นอยู่บนเตียงผ้าใบ หน้าตาไม่มีอะไรเกิดขึ้น หัว ผม ก็ยังอยู่ดี มีแต่เฉพาะแขนกับไหล่ หลังเท่านั้นที่มีแผลพอง แต่ว่าอาการแสบร้อนไม่มี ป้าว่า ตอนแรกจะไปโรงพยาบาลแต่กลัวหมอขูดเอาเนื้อออก แล้วก็นึกได้ว่าในหมู่บ้านมีคนที่เขาใช้คาถาเป่าดับพิษไฟได้ ก็เลยให้พาไป หมอเขาก็เป่าดับพิษให้แล้วก็เอาว่านหางจระเข้ทาโปะไว้

พอจ ถามว่าแขวนพระอะไรหรือเปล่า ตอนนั้น ป้าก็บอกว่า แขวน พอจ ถามว่าพระอะไร ป้าก็ว่า พระอะไรไม่รู้ ที่ พอจ ให้ฉันไว้ฉันก็แขวนไม่เคยถอดเลย แต่ตอนนี้ลูกถอดเก็บไว้ พอจ เลยให้เอามาดู ปรากฏว่าเป็นพระหลวงปู่ทวดค่ะ พอจ บอกว่า พระท่านช่วยไว้นะ เลยไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งพวกเราก็คิดเหมือนกันแหละว่า พระท่านช่วยรับไปบางส่วนแล้ว ตั้งแต่ที่พระพุทธรูปร่วงลงมาที่พื้นน่ะ แต่เพราะว่ากรรมป้าเขาก็คงมีก็เลยยังต้องโดน แต่น่าแปลกว่าหน้าตาผมเผ้าป้าไม่เป็นอะไรเลย ถ้าไม่ได้พระช่วย คงเสียโฉมหมดแน่ๆ เพราะว่าโดนน้ำมันร้อนๆทั้งกระทะ เยี่ยมป้าแกอยู่สักพัก พวกเราก็กลับไปที่วัด ถึงวัดก็นั่งสนทนากับ พอจ อยู่พักหนึ่ง ก็ลาไปนอนพัก

ตื่นเช้ามาก็ช่วยแม่ชีเอาอาหารไปถวายพระ รอจนพระฉันเสร็จ ให้พรแล้ว พอจ ก็ให้พวกเราไปกินข้าวกัน แล้วท่านมีนิมนต์ฉันเพลที่วัดอื่น พวกเราก็เลยกราบลาท่านเลย พอกินข้าวกันเสร็จ สอนให้แม่ชีทำน้ำยาเอนกประสงค์แล้วพวกเราก็ลากลับ ระหว่างทางก็คิดกันว่าจะไปวัดพระแท่นดงรังกัน ขับๆไปนึกว่าเลยแล้ว ก็ว่างั้นตรงกลับกรุงเทพเลย ที่ไหนได้ไปอีกสักพักเจอป้ายเลี้ยวซ้ายไปพระแท่นดงรัง เลยว่างั้นเลี้ยวไปเลย ก็ได้ไปกราบพระแท่นดงรังกัน เจอฝนตกลงมาพอเอาเปียกปอน รีบขึ้นรถแล้วก็เดินทางกลับ ก็กลับถึงบ้านกันโดยสวัสดิภาพค่ะ

1 2 3 4 5 > >>